เมื่อหมีถามหาหมวก กับเจ้ากระต่ายที่ดูเหมือนจะไปแอบเอามา และเป็นไปได้ว่าอาจจะโดนเจ้าหมีกินไป  : JON KLASSEN กับโลกหนังสือภาพสำหรับเด็กที่เปลี่ยนเส้นแบ่งระหว่างหนังสือเด็กและผู้ใหญ่ไปตลอดกาล

เมื่อหมีถามหาหมวก กับเจ้ากระต่ายที่ดูเหมือนจะไปแอบเอามา และเป็นไปได้ว่าอาจจะโดนเจ้าหมีกินไป  : JON KLASSEN กับโลกหนังสือภาพสำหรับเด็กที่เปลี่ยนเส้นแบ่งระหว่างหนังสือเด็กและผู้ใหญ่ไปตลอดกาล

ในโลกของนิทานเด็กที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส รอยยิ้มกว้างขวาง และบทเรียนศีลธรรมที่ชัดเจนว่า “ทำดีได้ดี” จู่ๆ ก็มีหมีตัวหนึ่งเดินเข้ามา หมีตัวนี้ไม่ได้ยิ้ม มันไม่มีคิ้วด้วยซ้ำ ดวงตาของมันเป็นเพียงวงรีเล็กๆ สองวงที่จ้องมองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า มันถามสัตว์ทุกตัวด้วยประโยคซ้ำๆ ว่า “เห็นหมวกของฉันไหม?”

เมื่อหนังสือ I Want My Hat Back วางแผงในปี 2011 มันสร้างแรงสั่นสะเทือนระดับแผ่นดินไหวในวงการ Picture Book ไม่ใช่เพราะความซับซ้อนของภาพ แต่เพราะความ “นิ่ง” ที่ทรงพลัง และตอนจบที่ทำให้ผู้ใหญ่ต้องอ้าปากค้าง รวมถึงการหายไปของกระต่าย และการบอกใบ้ถึง “การถูกกิน”

Jon Klassen ชายหนุ่มผู้สร้างหมีตัวนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะปฏิวัติวงการ เขาแค่เบื่อหน่ายกับ หนังสือภาพที่อยู่ในขอบเขตแบบเดิม ๆ ที่ช่างสวยงามและปลอดภัย เขามีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง นั่นคือความเชื่อมั่นในสติปัญญาของเด็กๆ ว่าเด็กสามารถรับมือกับความจริงได้ 

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Picture Book Maker นักเล่าเรื่องผู้ใช้ “ความเงียบ” เป็นพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า นิทานที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องที่สอนให้เราเป็นคนดี แต่เป็นเรื่องที่สอนให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์ (และสัตว์) อย่างที่มันเป็นจริงๆ

เด็กชายจากวินนิเพ็ก: ความเบื่อหน่าย แสงไฟ และความหนาวเย็น

Jon Klassen ไม่ใช่เด็กอัจฉริยะที่วาดรูปเหมือนจริงได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เขาเกิดและเติบโตในเมือง Winnipeg (วินนิเพ็ก) ประเทศแคนาดา เมืองที่เขาอธิบายสั้นๆ ว่า “หนาว มืด และแบนแต๊ดแต๋”

ความหนาวเย็นมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมตัวตนทางศิลปะของเขา ในฤดูหนาวที่ยาวนาน พระอาทิตย์ตกตั้งแต่บ่าย 4 โมง โลกภายนอกกลายเป็นสีขาวโพลนและสีเทา สิ่งนี้ส่งผลต่องานของเขาในสองมิติ 

มิติแรกคือ  Palette (ชุดสี) หากสังเกตงานของ Klassen เราแทบไม่เห็นสีสันจัดจ้าน เขาถนัดใช้สีตุ่นๆ สีน้ำตาล สีเทา สีเขียวขี้ม้า ซึ่งสะท้อนบรรยากาศของบ้านเกิดของเขา และมิติที่สองคือ Lighting (แสงและเงา) เพราะเมื่อโลกภายนอกมืดมิด “แสงไฟ” ภายในบ้านจึงกลายเป็นสิ่งที่น่าหลงใหล Jon หลงรักการมองวัตถุที่ถูกส่องสว่างท่ามกลางความมืด เขาไม่ได้มองวัตถุในฐานะสิ่งของ แต่มองในฐานะรูปทรงที่กระทบแสง

ตอนเด็ก ๆ “ผมไม่ได้เป็นเด็กที่วาดรูปเก่งที่สุดในห้อง ผมวาดมือคนไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่ผมชอบจัดวาง ผมชอบดูว่าของสิ่งนี้วางคู่กับสิ่งนี้แล้วมันเกิดความรู้สึกยังไง” เขาเล่าถึงวัยเด็กของเขา และการเติบโตกับความเบื่อหน่ายซึ่งเป็นคุณสมบัติที่คนในยุคปัจจุบันนี้อาจจะไม่รู้จักอีกต่อไปแล้ว แต่ความเบื่อหน่ายในเมืองเล็กๆ ที่ยังไม่มีเทคโนโลยีฉบับมือถือที่ช่วยฆ่าเวลาและให้ความสุขทันใจ (Instant Gratification) บังคับให้จินตนาการต้องเขาทำงานอย่างหนัก Jon มักพูดเสมอว่า “ความเบื่อคือจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์” หากเรามีทุกอย่างพร้อม เราก็ไม่ต้องจินตนาการอะไรอีกแล้ว แต่ในความว่างเปล่าของทุ่งหิมะ เด็กชาย Jon เริ่มสร้างโลกในแบบของเขาเอง โลกที่เงียบเชียบ เต็มไปด้วยการครุ่นคิด และเรื่องราว 

เปลี่ยนจากแอนิเมชั่นอุตสาหกรรมดาวรุ่งแห่งยุค สู่การทำงานกับหน้ากระดาษ

ก่อนที่โลกจะรู้จักเขาในฐานะนักเขียน Jon Klassen คือฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในจักรกลยักษ์ใหญ่ที่เรียกว่า “อุตสาหกรรมแอนิเมชัน” เขาทำงานที่ DreamWorks ในโปรเจกต์อย่าง Kung Fu Panda และที่ Laika สตูดิโอ Stop-motion ชื่อดังเรื่อง Coraline ทักษะที่เขาได้จากโลกภาพยนตร์และนำมาใช้ในหนังสือภาพอย่างชัดเจนคือ การกำกับภาพ การเลือกมุมกล้อง การจัดแสงให้ตัวละครเด่นออกมาจากฉากหลัง รวมถึง Economy of Design (ความประหยัดในการออกแบบ) เพราะในการสร้างแอนิเมชัน ทุกรายละเอียดคือเงินและเวลา เขาเรียนรู้วิธีการวาดน้อยที่สุดแต่สื่อความหมายได้มากที่สุด

แต่คำถามคือทำไมเขาถึงลาออก? โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมดาวรุ่งในยุคนั้น 

Jon ให้คำตอบว่า “ในภาพยนตร์ เราต้องทำงานร่วมกับคนนับร้อย มีหนึ่งคนวาดฉากหลัง แคนอื่นเป็นคนขยับตัวละคร อีกคนเป็นคนใส่เสียง เราไม่มีวันเป็นเจ้าของผลงานนั้นจริงๆ แต่ในหนังสือภาพในหนังสือ เราคือผู้กำกับ เราคือคนจัดไฟ เราคือคนเขียนบท เราคือคนตัดต่อ” เราสามารถควบคุมผลงานชิ้นนั้นทั้งหมดด้วยตัวเอง

เขาค้นพบว่า “การพลิกหน้ากระดาษ” คือเครื่องมือตัดต่อที่ทรงพลังยิ่งกว่าโปรแกรมตัดต่อหนัง ในหนัง ผู้กำกับเป็นคนบังคับให้คนดูดูฉากนี้เป็นเวลา 5 วินาที หรือกี่วินาทีก็แล้วแต่ แต่ในหนังสือ คนอ่านจะจ้องหน้าใดหน้าหนึ่งนานเท่าไหร่ก็ได้ และวินาทีที่ปลายนิ้วพลิกหน้ากระดาษ นั่นคือวินาทีที่เวทมนตร์เกิดขึ้น เป็นช่วงเวลากระโดดข้ามไป ตัวละครเปลี่ยนไป และสถานการณ์พลิกผัน

ตลกหน้าตาย มุขร้ายนิดๆ ที่เหมือนชีวิตจริงและโดนใจเด็กเป็นที่สุด

หนึ่งในหัวใจของงาน Jon Klassen คือสิ่งที่เรียกว่า Deadpan Humor หรือความตลกร้ายหน้าตาย ตัวละครของเขาไม่เคยแสดงสีหน้าเกินจริง (Overacting) แบบการ์ตูนแอนิเมชัน

ทำไมต้องหน้านิ่ง? 

Jon อธิบายว่า “เมื่อคนเราทำความผิด หรือพยายามปกปิดความลับ เราจะพยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด ไม่ใช่ทำท่าทางลุกลี้ลุกลน”

ลองนึกภาพปลาตัวเล็กในหมวกใบเล็กของเจ้าปลายักษ์ หรือ This Is Not My Hat ที่เพิ่งขโมยหมวกมา มันไม่ได้ทำหน้าเจ้าเล่ห์ แต่มันทำหน้าเฉย ๆ  พยายามบอกตัวเองว่าไม่น่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น และทำตัวกลมกลืนไปกับพืชน้ำ การที่ตัวละครทำหน้านิ่งในขณะที่สถานการณ์รอบตัวกำลังวิกฤต (เช่น เจ้าของหมวกซึ่งเป็นปลายักษ์กำลังว่ายตามมา)  สร้างความขัดแย้งที่ทำให้เกิดอารมณ์ขัน

และเมื่อหน้าต้องนิ่ง “ดวงตา” จึงเป็นพระเอก Jon วาดดวงตาเป็นเพียงจุดหรือวงรีเล็กๆ แต่ตำแหน่งของตาดำเป็นตัวเล่าเรื่องและเปลี่ยนอารมณ์ทุกอย่างในเรื่อง เช่น ตาดำมองตรง คือ มั่นใจ หรือ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ตาดำเหลือบไปข้างหลัง (Side-eye) คือ ระแวง, รู้สึกผิด, หรือเห็นภัยคุกคาม ตาดำมองขึ้นบน คือ ครุ่นคิด หรือ เบื่อหน่าย

ด้วยการขยับจุดสีดำเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เขาสามารถเล่าอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนไปกับเรื่องราวของเขา นี่คือสไตล์ “น้อยแต่มาก” ที่ทำงานกับสมองของคนอ่านโดยตรง เราต้อง “ตีความ” สายตานั้น และเมื่อเราตีความได้ เราจะรู้สึกผูกพันกับตัวละครทันที

ศิลปะแห่งการ “บอกไม่หมด” ช่องว่างระหว่างภาพและคำที่ให้ผู้อ่านเติมการตีความลงไป

ทฤษฎีสำคัญที่ Jon Klassen ยึดถือและมักบอกกล่าวแก่ Picture Book Maker รุ่นใหม่เสมอคือ “อย่าให้ภาพและคำพูดสิ่งเดียวกัน” หากตัวหนังสือบอกว่า “แอปเปิ้ลสีแดง” แล้วภาพก็วาดแอปเปิ้ลสีแดง สำหรับเขา นั่นคือการสูญเสียโอกาส 

ในงานของเขา ภาพและคำมักจะขัดแย้งกัน หรือที่เรียกว่า Ironic Counterpoint อย่างเช่น ในหนังสือหมวกใบเล็กของเจ้าปลายักษณ์ หรือ This Is Not My Hat ในตอนที่มีคำพูดว่า “เจ้าของหมวกคงไม่รู้หรอกว่าผมขโมยมา” / “และถึงเขารู้ เขาก็คงไม่รู้หรอกว่าผมไปทางไหน” แม้คำจะเขียนเช่นนั้น แต่ภาพ นั่นคือเจ้าของหมวก (ปลาตัวใหญ่) รู้ตัวทันที และกำลังว่ายตามมาติดๆ แถมยังมีปูส้มชี้บอกทางอีกต่างหาก

ความสนุกของการอ่านหนังสือเล่มนี้ของ Jon Klassen จึงไม่ได้อยู่ที่การรู้เนื้อเรื่องจากต้นจนจบ แต่อยู่ที่การเป็น “ผู้รู้ความลับ” เด็กๆ ที่อ่านจะรู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่าตัวละคร “เจ้าปลาตัวเล็ก! นายกำลังโดนหลอกนะ หันไปดูข้างหลังสิ!” เด็กจะทั้งลุ้น ทั้งหาวิธีบอก ความรู้สึกนี้สร้างความมั่นใจให้เด็ก และทำให้การอ่านกลายเป็นเกมที่สนุกสนาน เป็นการเคารพสติปัญญาของเด็กว่าพวกเขาสามารถประมวลผลข้อมูลสองชุดที่ขัดแย้งกันได้ 

ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่จะสำรวจเรื่อง ความเชื่อใจ ความกลัว และความตาย ได้ปลอดภัยที่สุดเท่าบนตักพ่อแม่

หนึ่งในข้อถกเถียงที่ใหญ่ที่สุดในงานของ Klassen คือ “มันดาร์กเกินไปสำหรับเด็กไหม?” การที่หมีกินกระต่าย หรือปลาตัวเล็กหายสาบสูญไป เป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายคนกังวล แต่เขายืนยันหนักแน่นว่า “เด็กๆ ฉลาดกว่าที่เราคิด พวกเขาเข้าใจเรื่องเหตุและผล ถ้าคุณขโมยหมวก และเจ้าของหมวกเป็นหมี คุณก็อาจจะโดนกิน มันไม่ใช่เรื่องใจร้าย แต่มันคือความจริง”

Jon เชื่อว่าเด็กๆ ชอบความรู้สึกกลัว “นิดหน่อย” ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (บนตักพ่อแม่ หรือบนเตียงนอน) นิทานทำหน้าที่เหมือน “วัคซีน” ที่ฉีดเชื้อโรคอ่อนๆ ของโลกความจริง (ความตาย, การสูญเสีย, ความไม่ยุติธรรม) เข้าไป เพื่อให้เด็กสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์

การที่เขาไม่วาดฉากความรุนแรงให้เห็นตรงๆ เช่น ไม่เห็นตอนกิน แต่เห็นผลลัพธ์ว่ากระต่ายหายไป เป็นการเปิดพื้นที่ให้จินตนาการทำงาน เด็กบางคนอาจคิดว่ากระต่ายแค่วิ่งหนีไป เด็กบางคนอาจเข้าใจว่าโดนกิน การดำเนินเรื่องแบบ “ปลายเปิด” นี้คือเปิดโอกาสให้ผู้อ่านให้เลือกความจริงระดับที่ตัวเองรับไหว

ภาษาใหม่ของวรรณกรรมและหนังสือภาพสำหรับเด็ก

สิ่งที่ จอน คลาสเซน มอบให้กับวงการหนังสือภาพนั้นมีค่ามากกว่าแค่ภาพวาดสวยงาม เพราะเขากำลังสร้าง “ภาษาใหม่” ให้กับวรรณกรรมเด็ก เป็นภาษาที่ไม่จำเป็นต้องตะโกนแข่งกับใคร ไม่ต้องใช้สีสันฉูดฉาด หรือพยายามปรุงแต่งโลกให้ดูน่ารักเกินจริง แต่เขาเลือกที่จะใช้ความเงียบในการเล่าเรื่อง และเชื่อมั่นว่าเด็กๆ นั้นฉลาดพอที่จะรับมือกับความจริงได้ แม้ว่าเรื่องราวนั้นอาจจะดูเป็นตลกร้ายหรือไม่ได้จบแบบมีความสุขเสมอไปก็ตาม

สำหรับนักเล่านิทานรุ่นใหม่ การศึกษาแนวทางของคลาสเซนจึงไม่ใช่การพยายามวาดให้เหมือนเขา แต่คือการทำความเข้าใจวิธีคิดของเขา กล้าที่จะตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้แก่นของเรื่องชัดเจนที่สุด เชื่อใจในตัวเด็ก โดยไม่ต้องคอยอธิบายทุกอย่างจนหมดเปลือก แต่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติมเต็มช่องว่างด้วยจินตนาการของตัวเอง รวมถึงการมองเห็นอารมณ์ขันในความผิดพลาดของตัวละคร และการเว้น “ที่ว่าง” ในหน้ากระดาษเพื่อให้คนอ่านได้รู้สึกมีส่วนร่วมไปกับเรื่องราว

ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงและการแย่งชิงความสนใจ จอน คลาสเซน ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า บางครั้งคนที่ไม่ต้องตะโกน แต่เลือกที่จะกระซิบเบาๆ กลับกลายเป็นคนที่เราอยากตั้งใจฟังมากที่สุด

Writer
Avatar photo
Admin Mappa

illustrator
Avatar photo
Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด

Related Posts

Related Posts