จาก Tokonoma สู่ Ehon ตอนที่ 3: “ระบบนิเวศหนังสือภาพที่เกื้อกูล” เครือข่ายที่ทำให้วัฒนธรรมการอ่านภาพ “ยังมีชีวิต”
จาก Tokonoma สู่ Ehon ตอนที่ 3: “ระบบนิเวศหนังสือภาพที่เกื้อกูล” เครือข่ายที่ทำให้วัฒนธรรมการอ่านภาพ “ยังมีชีวิต”
ก่อนจะมาถึงบทนี้ เราได้เดินผ่านสองเส้นทางสำคัญมาแล้ว เส้นทางแรกพาเราเข้าไปในบ้านญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ในมุมเล็ก ๆ ที่เรียกว่าโทโคโนมะ พื้นที่ที่ไม่สอนด้วยคำพูด แต่สอนด้วยความว่าง การจัดวาง และความไว้เนื้อเชื่อใจว่าผู้ดูจะตีความด้วยตัวเอง เส้นทางที่สองพาเราไปสู่การกำเนิดของคามิชิไบและหนังสือภาพญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ภาพบนกระดาษเริ่มเล่าเรื่อง ไปจนถึงวันที่ศิลปินตระหนักว่าหน้าที่ของตนไม่ใช่การสั่งสอนเด็ก แต่คือการมอบพื้นที่ให้เด็กได้รู้สึก คิด และค้นพบด้วยจังหวะของตัวเอง
เมื่อเราหยุดยืนอยู่ตรงกลางของเรื่องราวทั้งหมด จะมีคำถามหนึ่งลอยขึ้นมา “อะไรทำให้วัฒนธรรมการอ่านภาพญี่ปุ่นยังคงอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่ได้กลายเป็นของสวยงามที่อยู่ในอดีตให้เพียงคิดถึงเป็นช่วงๆ หรือเป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไป ตามเทรนด์ แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก?” คำตอบก็คือ วัฒนธรรมไม่ได้อยู่รอดเพราะตัวมันเอง หากอยู่รอดเพราะมีคนดูแลอย่างสม่ำเสมอ เหมือนสวนหนึ่งแปลงที่ไม่ได้รดน้ำเพราะกลัวว่ามันจะเฉา แต่รดเพราะเราอยากเห็นมันโตไปตามจังหวะที่เหมาะสม ไม่เร่ง ไม่ฝืน และไม่ปล่อยปละละเลยให้เวลาพัดพาไปโดยไม่มีใครแตะต้อง ความต่อเนื่องเช่นนี้คือสิ่งที่ญี่ปุ่นทำกับหนังสือภาพมานานกว่าร้อยปี
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ “ตลาดหนังสือภาพ” ที่แข่งขันกันด้วยยอดขาย และก็ไม่ใช่ “นโยบายรัฐ” ที่มีเป้าหมายเชิงปริมาณ แต่มันเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกลางพอดี เป็น “ระบบนิเวศ” ที่เกื้อกูล และค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาจากมือมากมายที่ร่วมกันดูแลในแบบของตัวเอง
มือของศิลปินที่ยังเชื่อว่าภาพหนึ่งภาพสามารถเปิดสนทนากับหัวใจของเด็กได้
มือของครูอนุบาลที่จัดเวลาสำหรับการอ่านทุกเช้า
มือของบรรณารักษ์ในห้องสมุดเล็ก ๆ ที่จัดมุมหนังสือเด็กอย่างพิถีพิถัน
มือของบรรณาธิการและสำนักพิมพ์ที่ค่อย ๆ บ่มเพาะต้นฉบับทีละเล่มเหมือนดูแลเมล็ดพันธุ์ให้พร้อมเติบโต
มือของร้านหนังสือย่านชุมชนที่เลือกจัดวาง “เอะฮง” (หนังสือภาพ) ไว้ในตำแหน่งที่เด็กเอื้อมถึงง่ายและมีชีวิตชีวา
มือของพ่อแม่ที่ปิดไฟให้ห้องนอนสงบพอจะเหลือเพียงแสงจากโคมบนหัวเตียง
และมือของเด็กที่ค่อย ๆ พลิกหน้าหนังสือด้วยความอยากรู้ที่ซื่อตรงที่สุดในชีวิตมนุษย์
เมื่อมือเหล่านี้มาทับซ้อนกัน ระบบนิเวศหนึ่งจึงก่อรูปขึ้น วัฒนธรรมการอ่านภาพของญี่ปุ่นไม่ได้ “ยังอยู่” เพราะโชคดี หรือเพราะผู้ใหญ่ตั้งใจอนุรักษ์ หากยังอยู่เพราะมีการส่งต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นผืนผ้าที่ถูกทอด้วยสีที่ประสานกันมาหลายรุ่น สีหนึ่งจากศิลปินรุ่นปู่ สีหนึ่งจากครูรุ่นปัจจุบัน สีหนึ่งจากเด็กที่เพิ่งเริ่มตีความโลกด้วยภาพครั้งแรก ความต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้หนังสือภาพไม่เคยกลายเป็นวัตถุ แต่ยังคงเป็นวิถีที่เชื่อว่าการเติบโตของเด็กเริ่มจากการมองเห็น จากการรู้สึก จากการเปิดพื้นที่ให้จินตนาการพาไปก่อนที่ภาษาและกรอบความคิดของผู้ใหญ่จะเข้ามาอธิบายทุกอย่างจนแน่นเกินไป
ดังนั้น “ระบบนิเวศหนังสือภาพ” ในญี่ปุ่นจึงไม่ได้เป็นแค่โครงสร้างด้วยอาคาร หมวดหมู่หนังสือ หรือสถาบันอ้างอิง แต่คือวิธีคิดร่วมกันของสังคมว่าการอ่านไม่ใช่ทักษะที่ต้องเร่งให้เกิด แต่เป็นฤดูกาลหนึ่งของชีวิตที่ต้องอาศัยความอ่อนโยนในการดูแล และอาจเป็นเพราะความอ่อนโยนนี้เอง ที่ทำให้วัฒนธรรมการอ่านภาพของญี่ปุ่นไม่เคยกลายเป็นเรื่องเล่าของอดีต หากยังคงหายใจอยู่ในปัจจุบัน
ในห้องสมุดย่านชานเมือง
ในเสียงพลิกกระดาษที่บ้านเล็ก ๆ ในโตเกียว
ในโรงเรียนอนุบาลที่กำลังรอหนังสือเล่มใหม่จากสำนักพิมพ์ประจำเดือน
และในสายตาของเด็กที่กำลังอ่านโลกผ่านภาพ ก่อนที่เขาจะอ่านโลกผ่านคำเสียอีก
ห้องสมุดที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเพียงสถานที่เก็บหนังสือ แต่เป็นสถานที่เก็บวัยเด็กของทั้งประเทศ
เมื่อพูดถึงห้องสมุด เรามักนึกถึงชั้นหนังสือสูงเสียดฝ้า เก้าอี้เรียงเป็นระเบียบ และความเงียบที่แทบจะได้ยินเสียงดินสอตก แต่ห้องสมุดสำหรับเด็กในญี่ปุ่นกลับไม่เหมือนภาพที่คุ้นเคยนั้นเลยสักนิด ที่นั่น หนังสือไม่ใช่วัตถุที่ต้องห่อปกและกันฝุ่น แต่เป็น “เพื่อนร่วมโต” ที่เด็กจะได้สัมผัส กอด คว่ำ เปิดค้าง หรืออ่านซ้ำ ห้องสมุดไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อให้เด็ก “รักษาหนังสือ” แต่ออกแบบเพื่อให้เด็ก “ได้มีความทรงจำกับหนังสือ” ต่างหาก
ญี่ปุ่นมีห้องสมุดเด็กมากกว่า 3,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ และเมื่อก้าวเข้าไปในแต่ละแห่ง เราจะเห็นทันทีว่ามันไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องเงียบจนเกร็ง แต่เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้เด็กนั่งบนพื้น นอนคว่ำเปิดหนังสือ อ่านเพียงครึ่งหน้าแล้วหยุดไปดูนกนอกหน้าต่าง หรืออ่านเล่มเดิมวนกลับมาเป็นสิบรอบโดยไม่มีผู้ใหญ่หน้าไหนถือว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะที่นี่เชื่อว่า เด็กจะเลือกสิ่งที่เขาอยากรู้เอง และความอยากรู้นั้นสำคัญกว่า “รายการอ่าน” (reading list) ที่ผู้ใหญ่จัดไว้ให้
ที่โตเกียว มี International Library of Children’s Literature อาคารอิฐแดงที่ภายนอกดูเหมือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่ภายในเต็มไปด้วยหนังสือจากกว่า 120 ประเทศ วางเรียงรายอยู่ในความเงียบแบบอบอุ่น เหมือนแผนที่ของโลกที่เด็กสามารถเดินเข้าไปสำรวจทวีปใดก่อนก็ได้ ไม่มีการบอกทิศ ไม่มีเส้นแบ่งว่าควรเริ่มจากจุดไหนก่อน ขอบเขตของการเรียนรู้ถูกวางไว้ให้กว้างเท่าความอยากรู้ของเด็ก
ที่โอซากา สถาบัน Children’s Literature มีหนังสือสะสมกว่า 700,000 เล่ม มีหนังสือคลาสสิคมากมาย และแม้ตัวเลขที่ดูใหญ่เกินจะเป็นเพียงความภาคภูมิใจของประเทศ มันไม่ใช่รางวัล มันไม่ใช่ความหรูหรา แต่เป็นหลักฐานของเจตนารมณ์ที่ต้องการเชื่อมเด็กกับภาพและเรื่องเล่าจากคนหลากหลายยุคสมัย เป็นความตั้งใจที่บอกว่า “เราจะไม่ให้เรื่องเล่าหายไป ต่อให้โลกจะเร่งรีบเพียงใดก็ตาม”
และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความหวังดีของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ผลงานของนักการเมือง ไม่ใช่โครงการของกระทรวงใด แต่เกิดจากความเข้าใจร่วมกันของสังคมญี่ปุ่นว่าการอ่านภาพคือ ทักษะชีวิต ไม่ใช่กิจกรรมเสริม ไม่ใช่งานอดิเรกของเด็กเรียบร้อย ไม่ใช่การเตรียมสอบภาษา แต่เป็นทักษะที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้การมองโลกอย่างละเอียด อดทน และอ่อนโยนกับสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน
เพราะในความเป็นจริง เด็กเล็กไม่ได้ต้องการห้องสมุดที่สวยที่สุด แต่ต้องการสถานที่ที่รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์อยู่ มีสิทธิ์เลือก มีสิทธิ์สงสัย มีสิทธิ์กลับไปอ่านหน้าเดิม หรือวางหนังสือทิ้งไปโดยไม่ต้องอธิบาย และญี่ปุ่นได้สร้างพื้นที่แบบนี้ขึ้นทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอจนมันกลายเป็นวิถี มากกว่าจะเป็นนโยบาย
ในความหมายหนึ่ง ห้องสมุดเด็กของญี่ปุ่นจึงไม่ใช่สถานที่เก็บหนังสือเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นสถานที่เก็บวัยเด็กของทั้งประเทศ เก็บความทรงจำแรกที่เด็กได้ตีความโลกด้วยสายตาของตัวเอง เก็บช่วงเวลาที่เด็กได้เลือกหนังสือจากความรู้สึก ไม่ใช่จากคำแนะนำ และเก็บรอยนิ้วเล็ก ๆ ที่พลิกหน้าหนังสืออย่างเก้ ๆ กัง ๆ แต่เต็มไปด้วยความอยากรู้ที่ผู้ใหญ่คนไหนก็เลียนแบบไม่ได้
อุตสาหกรรมที่ปฏิบัติต่อหนังสือภาพเหมือนศิลปะแห่งชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สินค้าเด็ก
ญี่ปุ่นผลิตหนังสือภาพปีละราว 4,000 ปก ตัวเลขที่ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเพ่งให้ลึกลงไป จะพบว่าแท้จริงแล้วมันสะท้อน “ความต้องการบางอย่างของผู้คน” มากกว่าอุตสาหกรรมที่ต้องการขยายตัว มันบอกเราว่า แม้โลกจะเคลื่อนไหวเร็วขึ้นทุกปี ผู้คนจำนวนมากก็ยังรู้สึกถึงคุณค่าของภาพนิ่งหนึ่งภาพบนกระดาษ คุณค่าของการหยุดดู หยุดรู้สึก หยุดคิด ก่อนจะไปต่อในชีวิตที่เร่งรีบเกินกว่าจะเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง
แน่นอนว่ากลุ่มลูกค้าหลักคือโรงเรียนและห้องสมุด แต่ราคาหนังสือภาพในญี่ปุ่นไม่สูงจนต้องตัดสินใจหลายครั้งก่อนซื้อ มันอยู่ในระดับที่ครอบครัวทั่วไปสามารถหยิบกลับบ้านได้ การเลือกหนังสือไม่ใช่กิจกรรมใหญ่โต ไม่ใช่รางวัลปลอบใจ ไม่ใช่พิธีกรรมพิเศษของวันหยุด แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลังเลิกเรียน เด็กจำนวนไม่น้อยเดินเข้าไปในห้องสมุด ในร้านหนังสือ อย่างไม่ต้องเตรียมตัว เลือกเล่มที่ดึงดูดความรู้สึกของตัวเองในเสี้ยววินาที และกลับบ้านพร้อมเรื่องใหม่ที่เขาอยากค้นพบ ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ใหญ่บอกว่าควรอ่าน
ในหลายโรงเรียน นิตยสารรายเดือนอย่าง Kodomo no Tomo ส่งมาถึงมือเด็กเป็นประจำเหมือนจดหมายจากอีกโลกหนึ่ง มันไม่ได้นำเสนอความรู้ตามหลักสูตร แต่นำเสนอเรื่องหนึ่งที่ผู้สร้างคิดว่า “ในเดือนนี้ เด็กๆ อาจจะอยากได้ยินเรื่องเหล่านี้” บางเดือนเป็นเรื่องเกี่ยวกับฤดูกาล บางเดือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ของชีวิตประจำวัน บางเดือนเป็นเรื่องที่พาเด็กไปดูโลกอีกด้านที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เด็กอ่านครบตามปี แต่มันคือ จังหวะ ที่เด็กได้เติบโตไปกับหนังสืออย่างสม่ำเสมอ หนังสือภาพจึงกลายเป็น “เพื่อนร่วมโต” เพื่อนที่ไม่ต้องเรียกหา แต่จะกลับมาถึงมืออย่างง่ายๆ เสมอ
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมอยู่ได้ ความ “ปกติ” ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่จะเร้าใจเพียงชั่วคราว แต่สิ่งที่ปกติจะค่อย ๆ ซึมลึกเข้าไปในชีวิตประจำวัน มันไม่เปล่งประกายจนทำให้เราตกใจ แต่จะค่อย ๆ สร้างความผูกพันที่แน่นและยาวนานกว่า
อุตสาหกรรมหนังสือภาพญี่ปุ่นจึงไม่เติบโตด้วยจำนวนยอดขายหรือกลยุทธ์ตลาด หากเติบโตด้วยความเข้าใจว่าเด็กควรได้สัมผัสหนังสือโดยไม่ต้องรู้สึกว่ามันเป็นสินค้าสำหรับเด็กโดยเฉพาะ แต่เป็นศิลปะแห่งชีวิตประจำวัน ศิลปะที่เขาสามารถเลือกเอง สัมผัสเอง และตีความเอง ซึ่งในระยะยาว นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริงของวัฒนธรรม ซึ่งก็คือสิ่งที่ไม่ถูกทำให้พิเศษจนกลายเป็นภาระ และไม่ถูกทำให้ธรรมดาจนไร้ความหมาย แต่เป็นสิ่งที่อยู่กับเราอย่างพอดี จนเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตโดยไม่ต้องประกาศตัวเองแม้แต่น้อย
สำนักพิมพ์ บรรณาธิการ และนักวาดภาพประกอบ: ผู้ดูแลความหมายที่เด็กจะพบเจอครั้งแรกในชีวิต
หากห้องสมุดคือสถานที่เก็บวัยเด็กของประเทศ อุตสาหกรรมหนังสือภาพก็คือผู้ที่คอยบ่มเพาะวัยเด็กนั้นให้เติบโตอย่างงดงามก่อนที่มันจะเดินทางไปถึงมือเด็กแต่ละคน เบื้องหลังหนังสือภาพญี่ปุ่นหนึ่งเล่ม ไม่ได้มีเพียงผู้วาดหรือนักเขียน แต่มีเครือข่ายของผู้สร้าง และผู้ดูแลความหมายที่ทำงานร่วมกันอย่างประณีตจนน่าแปลกใจสำหรับสื่อที่ดูเรียบง่ายเหลือเกิน
ในญี่ปุ่น สำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือภาพไม่ได้มองตัวเองเป็น “โรงผลิตหนังสือสำหรับเด็ก” แต่เป็นเหมือนเรือนเพาะชำขนาดใหญ่ที่คัดเมล็ดพันธุ์ทีละเมล็ด เลือกต้นฉบับที่ยังมีชีวิต แม้จะไม่มีคำหวือหวาหรือโครงเรื่องซับซ้อนก็ตาม สิ่งที่พวกเขามองหาไม่ใช่ “บทเรียน” แต่คือ “เรื่องที่พูดกับเด็ก” ที่เด็กจะได้พบเจอโดยไม่ถูกบังคับให้รู้สึกตามผู้ใหญ่ และด้วยเหตุนี้เอง หนังสือจำนวนมากจึงถูกสร้างด้วยความละเอียดอ่อนที่ผู้ใหญ่จะสัมผัสได้ทันทีเมื่อเปิดหน้าแรก เสียงของผู้ใหญ่เงียบลง เพื่อให้เสียงของเด็กดังขึ้น
บทบาทของบรรณาธิการยิ่งสำคัญ พวกเขาไม่ใช่คนปรับคำ จับผิดภาพ แก้โครงเรื่องเท่านั้น แต่คือผู้ร่วมทางให้ศิลปิน(นักวาดนักเขียน)เห็นว่าหนังสือภาพไม่ใช่สื่อที่เล่าเรื่องด้วยคำ แต่เล่าเรื่องด้วย “ภาพ” และ “คำ” ที่ทำงานร่วมกัน บรรณาธิการทำงานเหมือนผู้กำกับที่เข้าใจคุณลักษณะเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคน และปล่อยให้พวกเขาเดินไปในเส้นทางของตัวเอง แต่ช่วยดึงศักยภาพของแต่ละคนออกมาให้ได้มากที่สุด เมื่อไรควรเพิ่ม เมื่อไรควรหยุด และเมื่อไรควรบอกเพียงเท่าที่จำเป็น ความละเอียดอ่อนเช่นนี้ทำให้หนังสือภาพญี่ปุ่นหลายเล่มมีพลังในแบบที่ไม่ต้องอธิบาย แต่กระทบใจคนอ่านในจังหวะของมันเอง
นักวาดภาพประกอบ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียง “ผู้วาดรูปให้เด็กดู” เขาเป็น “ศิลปิน” ที่ต้องตระหนักถึงความหมายของเส้น สี ช่องว่าง และจังหวะการมองของเด็กทุกวัย พวกเขาเข้าใจดีว่าภาพหนึ่งภาพอาจเป็นครั้งแรกที่เด็กได้เรียนรู้ความเหงา ความอบอุ่น ความเปลี่ยนแปลง หรือความหวัง จึงต้องวาดด้วยความซื่อตรงต่อความรู้สึก ไม่ใช่ซื่อตรงต่อสูตรสำเร็จของตลาด ศิลปินจำนวนมากใช้เวลานานเท่าที่จำเป็นต่อหนังสือหนึ่งเล่ม เพราะรู้ว่าภาพแต่ละภาพอาจอยู่ในความทรงจำของเด็กยาวนานกว่าเนื้อเรื่องเสียอีก
สำนักพิมพ์ บรรณาธิการ และศิลปินจึงเหมือนผู้ร่วมสร้างโลกใบเล็กที่เด็กคนหนึ่งจะก้าวเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า โลกที่ไม่เร่งสรุป ไม่สั่งสอน และไม่ปิดความหมายจนเด็กไม่มีที่ว่างสำหรับตัวเอง พวกเขาเข้าใจว่างานของตัวเองไม่ใช่แค่ “การผลิตหนังสือ” แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่อาจเป็นครั้งแรกของชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ครั้งแรกที่เห็นความเงียบ ครั้งแรกที่รู้จักความเศร้า ครั้งแรกที่พบความงามในสิ่งธรรมดา และครั้งแรกที่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ตีความโลกในระบบนิเวศนี้ ผู้สร้างหนังสือภาพไม่ได้ทำงานเพื่อ “ตลาดเด็ก” แต่ทำงานเพื่อ “หัวใจของมนุษย์ที่เพิ่งเริ่มต้นจะรู้จักโลก” และนั่นคือเหตุผลที่หนังสือภาพญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงงดงาม แม้จะผ่านมากี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็ตาม เพราะมันถูกสร้างขึ้นด้วยท่าทีที่ไม่เคยเปลี่ยน ท่าทีของการเคารพเด็กในฐานะผู้มีความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อขายความน่ารัก หรือบรรเทาความกลัวของพ่อแม่
ร้านหนังสือ: พื้นที่พบกันของเด็ก ความอยากรู้ และโลกที่ยังไม่เคยเห็น
หากห้องสมุดคือสถานที่เก็บวัยเด็กของทั้งประเทศ ร้านหนังสือก็คือพื้นที่ที่ความอยากรู้ของเด็กได้พบโลกภายนอกเป็นครั้งแรกอย่างอิสระที่สุด ร้านหนังสือในญี่ปุ่นจำนวนมากจัดพื้นที่สำหรับ “เอะฮง Ehon” ไว้ต่ำกว่าระดับสายตาผู้ใหญ่เสมอ เพราะร้านเชื่อว่าการเลือกหนังสือควรเริ่มจากมือของเด็กเอง ไม่ใช่มือของผู้ใหญ่ที่หยิบให้ ร้านหนังสือจึงไม่ใช่ที่ที่ผู้ใหญ่พาเด็ก “ไปซื้อของ” แต่เป็นที่ที่เด็กพาผู้ใหญ่ “เข้าไปดูโลกของเขา” ผ่านมือเล็ก ๆ ที่เลือกขึ้นมาโดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลใด ๆ
ในร้านหนังสือย่านชุมชน เด็กจำนวนไม่น้อยเดินเข้ามาหลังเลิกเรียน วางกระเป๋าไว้บนพื้น แล้วค่อย ๆ ไล่มือผ่านสันหนังสือทีละเล่มอย่างตั้งใจ การเลือกหนังสือของเด็กไม่เหมือนการเลือกของผู้ใหญ่ มันไม่เกี่ยวกับรีวิว ไม่เกี่ยวกับรางวัล ไม่เกี่ยวกับสาระ แต่เกี่ยวกับความรู้สึกแวบเล็ก ๆ ที่บอกว่า “เล่มนี้กำลังเรียกฉัน” เสียงเรียกนี้คือจุดเริ่มต้นของการอ่านอย่างแท้จริง และร้านหนังสือญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเสียงนี้ด้วยการจัดมุมร้านที่เชื้อเชิญให้เด็กๆ เข้าไปอ่าน
บางร้านมีมุมเล็ก ๆ แบบอ่านฟรี ซึ่งเด็กสามารถนั่งลงทันทีที่หยิบหนังสือออกจากชั้น ร้านเชื่อว่าเด็กควรมีสิทธิ์ทดลองก่อนจะผูกพัน เหมือนมิตรภาพที่ควรเริ่มจากความรู้สึกมากกว่าความคาดหวังทางเศรษฐกิจ ร้านหนังสือจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่เด็กได้สัมผัส “การเลือก” โดยไม่มีการสอบ ไม่มีเกณฑ์ และไม่มีผู้ใหญ่ตีกรอบว่าเล่มไหน “มีประโยชน์กว่า” อีกเล่มหนึ่ง
สำหรับเด็ก หนังสือแต่ละเล่มคือประตู และร้านหนังสือคือห้องโถงที่เต็มไปด้วยประตูหลายร้อยบาน เด็กไม่จำเป็นต้องเปิดทุกบาน เขาเพียงต้องเปิดบานที่ทำให้ความรู้สึกขยับเล็กน้อยในวันนั้น และร้านยอมให้ประตูเหล่านี้เปิดปิดตามจังหวะของเด็กอย่างไม่บังคับ
สิ่งเล็ก ๆ นี้เองที่ทำให้วัฒนธรรมการอ่านภาพของญี่ปุ่นยังคงมีชีวิต ร้านหนังสือเป็นเหมือนตัวกลางที่ส่งต่อความอยากรู้อย่างไม่ส่งเสียง ไม่เร่งยอดขาย ไม่ผลักสินค้าเก่า แต่จัดวางหนังสือเหมือนการจัดดอกไม้ ให้ความสำคัญกับ “การพบกัน” มากกว่า “การซื้อขาย” และเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับหนังสือเล่มหนึ่งเริ่มต้นได้ง่ายเท่าการหยิบหนังสือขึ้นมาดูเพียงไม่กี่วินาที
โรงเรียน ที่ที่หนังสือภาพไม่ได้ถูกใช้เพื่อ “อธิบายบทเรียน” แต่เพื่อเปิดบทเรียนในหัวใจเด็กก่อน
ในโรงเรียนอนุบาลของญี่ปุ่น หนังสือภาพไม่ได้อยู่ในชั้นเรียนเพื่อทำหน้าที่เป็น “สื่อประกอบการสอน” แต่เพื่อทำหน้าที่บางอย่างที่ละเอียดอ่อนกว่า คือเตรียมพื้นที่ภายในของเด็กให้พร้อมรับโลก ซึ่งเป็นพื้นที่อุ่น ๆ ที่เด็กจะได้เรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงอายุนี้ แต่ไม่เคยอยู่ในหัวข้อสอบใด ๆ เช่น การรอคอย การฟัง การสังเกต การถามอย่างซื่อตรง และการถือความเห็นที่ต่างจากเพื่อนได้อย่างไม่กลัวผิด
ทุกเช้า ครูจะเปิดหนังสือภาพแล้วอ่านให้ทั้งห้องฟัง ไม่ใช่เพราะต้องอ่านตามหลักสูตร แต่เพราะรู้ว่าเด็กต้องการจังหวะแบบนี้ที่ภาพหนึ่งภาพทำให้ทั้งห้องเงียบลงอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กเริ่มมองไปที่เดียวกัน สายตาเริ่มนิ่ง เสียงเริ่มเบา และสิ่งที่ตามมาคือความสนใจแบบที่เกิดขึ้นเอง ไม่ได้ถูกบังคับเลยแม้แต่น้อย
เมื่อครูพลิกหน้าหนังสือ เด็กแต่ละคนจะพูดสิ่งที่ตัวเองเห็น บางคนบอกว่า “หมีตัวนี้เศร้า” อีกคนตอบว่า “ไม่เศร้านะ มันแค่กำลังรอเพื่อน” อีกคนอาจพูดถึงท้องฟ้า อีกคนมองเห็นรองเท้าที่ถูกวางทิ้งไว้ในมุมภาพ ความเห็นเหล่านี้มักจะหลากหลายจนบางครั้งตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ไม่มีใครบอกว่าอะไรผิด
เพราะเป้าหมายไม่ใช่การตีความภาพให้ตรงกับ “คำตอบ” แต่คือการฝึกให้เด็กกล้าออกเสียงความคิดของตัวเอง ฝึกให้เห็นว่าโลกนี้ไม่มีความหมายเดียว และความรู้สึกของเขามีสิทธิ์อยู่ในห้องเรียนพอ ๆ กับความรู้สึกของคนอื่น
ในบางห้อง ครูชวนให้สังเกตสิ่งที่ไม่โดดเด่นในภาพ เช่น เงาที่ทอดอยู่บนพื้น สัตว์ตัวเล็กที่มุมภาพ หรือสีที่เปลี่ยนไปอย่างแทบถ้าไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การสอนทักษะศิลปะ แต่เป็นการสอนให้เด็กรู้จักมองให้นานและเห็นรายละเอียดกว่าเดิม ฟังให้ยาวกว่าเดิม และทนต่อความคลุมเครือได้นานกว่าเดิม ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญเท่า ๆ กับการอ่านออกเขียนได้ในชีวิตจริง
นี่คือการศึกษาที่เริ่มจากหนังสือเพียงหนึ่งเล่ม ก่อนจะไปถึงเนื้อหาวิชาการ เริ่มจากความรู้สึก ก่อนจะไปถึงคำตอบ เด็กจึงเรียนรู้ว่าความคิดของเขามีค่า ไม่ว่าจะเหมือนหรือไม่เหมือนใคร และการเรียนรู้ไม่ใช่การวิ่งไปให้ถึงข้อสรุป แต่คือการค่อย ๆ เปิดพื้นที่ให้ความหมายเกิดขึ้นภายในตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ
และเพราะโรงเรียนวางใจในภาพจากหนังสือภาพมากกว่าคำอธิบาย วางใจในความรู้สึกมากกว่าความถูกต้องตามหลักการ เด็กในห้องเรียนญี่ปุ่นจึงได้เริ่มต้นการศึกษาอย่างที่ควรจะเป็น การศึกษาไม่ใช่การรับข้อมูลเพิ่มขึ้น แต่คือการค่อย ๆ ได้รู้จักตัวเองผ่านสิ่งที่เห็น รู้สึก และกล้าพูดออกมาในห้องที่ไม่รีบ และไม่ตัดสิน
ครอบครัว พื้นที่ที่การอ่านภาพไม่ใช่การสอน แต่เป็นการอยู่ด้วยกัน
ในบ้านญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย การอ่านหนังสือภาพก่อนนอนเป็นพิธีกรรมเล็ก ๆ ที่มีน้ำหนักมากกว่าคำสอนหลายบท มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่พยายามปลูกฝังคุณธรรม ไม่ใช่เวลาทบทวนบทเรียนของวัน และไม่ใช่เครื่องมือเตรียมเด็กให้เก่งขึ้นในอนาคต แต่คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่าย ผู้ใหญ่และเด็ก ได้ชะลอความเร็วของวันลงพร้อมกัน เหมือนถอนหายใจในจังหวะเดียวกัน ก่อนจะพาใจกลับเข้าฝันอย่างอ่อนโยนผ่านภาพนิ่งเพียงไม่กี่หน้า
ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องเก่งในการเล่าเรื่อง ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกความหมายของภาพ หรือทำเสียงตัวละครได้ครบทุกบทบาท เพราะหนังสือภาพไม่ได้ต้องการผู้เล่าเรื่องที่สมบูรณ์แบบ หากต้องการเพียง “ผู้อยู่ด้วยกัน” สักคนที่พร้อมจะนั่งลงข้างกัน เปิดหน้าหนังสือไปอย่างไม่รีบร้อน และยอมให้ภาพทำหน้าที่ของมันแทนคำอธิบายทั้งหมด ความเงียบนี้เองที่ทำให้เด็กได้ยินเสียงข้างในของตัวเอง เสียงที่ถาม เสียงที่สงสัย และเสียงที่ค่อย ๆ ตีความโลกด้วยวิธีของเขาเอง
ในชั่วเวลาเพียงสิบห้านาที ความใกล้ชิดเกิดจากการอ่าน ความสัมพันธ์เกิดจากการมองภาพร่วมกัน เด็กไม่เพียงจำเรื่องราวในหนังสือ แต่จำอ้อมกอดที่พิงอยู่ข้าง ๆ จำลมหายใจช้า ๆ ของคืนที่มีคนอ่านให้ฟัง จำน้ำเสียงที่ไม่รีบอธิบาย และจำความรู้สึกว่าตัวเองได้รับอนุญาตให้ถามว่า “หน้านี้หมายความว่าอะไรนะ?” โดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิด เด็กจำนวนมากเติบโตขึ้นโดยไม่จำว่าเนื้อเรื่องในเล่มนั้นจบอย่างไร แต่จำได้ว่าตนเคยรู้สึกปลอดภัยเพียงใดในช่วงเวลานั้น
ในโลกที่ทุกอย่างกำลังเร่ง ความช้าของหนังสือภาพจึงกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริง พื้นที่ที่เวลาไม่ใช่ผู้บังคับ แต่เป็นผู้เปิดทางให้ความหมายเกิดขึ้น พื้นที่ที่เด็กไม่ต้องตามให้ทันเนื้อหา แต่เนื้อหาเดินไปตามจังหวะของเด็ก พื้นที่ที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องสวมบทบาทครู หากเพียงเป็นผู้ที่พร้อมจะอยู่ข้างกันอย่างซื่อตรง
บางทีเหตุผลที่วัฒนธรรมหนังสือภาพยังมีชีวิตอยู่ในญี่ปุ่น อาจไม่ใช่เพราะอุตสาหกรรมเข้มแข็งหรือรัฐสนับสนุนเพียงพอ แต่เพราะบ้านนับหมื่นหลังยังคงรักษาพื้นที่เล็ก ๆ นี้ไว้ พื้นที่ที่แสดงให้เห็นว่า ความรักไม่จำเป็นต้องสอนเสมอไป บางครั้งเพียงการนั่งข้างใครสักคนและมองภาพเดียวกัน ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจเติบโต
ผลรวมของระบบนิเวศ: เด็กญี่ปุ่นจึงอ่านภาพได้ก่อนอ่านตัวอักษร
เมื่อห้องสมุดที่เข้าถึงง่าย อุตสาหกรรมหนังสือภาพที่ยืนระยะ ครอบครัวที่อ่านด้วยใจ และโรงเรียนที่เปิดพื้นที่ให้เด็กคิดด้วยตัวเองค่อย ๆ ทำงานประสานกัน เด็กญี่ปุ่นจึงเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ “ภาพ” ไม่ใช่ของพิเศษ ไม่ใช่กิจกรรมเสริม ไม่ใช่สื่อสำหรับเด็กเท่านั้น แต่เป็นภาษาหนึ่งของชีวิตประจำวัน เด็กจึงเรียนรู้โดยธรรมชาติว่า ภาพไม่ได้รอให้เขารับอย่างเดียว แต่เปิดโอกาสให้เขามองกลับ ถามกลับ และสร้างความหมายของตัวเองจากภายใน
นี่คือการเรียนรู้ที่ไม่ต้องมีใครอธิบายว่าเป็นกระบวนการพัฒนา EF หรือกระตุ้นสมองส่วนหน้า เพราะมันเกิดขึ้นทุกวันในรูปแบบที่เรียบง่ายจนแทบมองไม่เห็น เด็กไม่ได้ถูกสอนให้ “ท่องจำ” ว่าภาพหมายถึงอะไร แต่ถูกชวนให้ค้นพบว่าภาพหนึ่งภาพอาจมีหลายคำตอบ และความรู้สึกของเขามีสิทธิ์เป็นหนึ่งในนั้น เด็กไม่ได้ถูกพาให้ “รู้สึกตาม” หนังสือ แต่ถูกอนุญาตให้รู้สึกในแบบของตัวเองแบบที่ไม่มีผิดถูก
และเพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างนุ่มนวล ต่อเนื่อง และเป็นธรรมชาติ เด็กญี่ปุ่นจำนวนมากจึง “อ่านภาพได้” ก่อนที่จะอ่านตัวอักษรได้จริงเสียอีก พวกเขาตีความ จัดวางความหมาย สร้างเรื่องราว และเชื่อมโยงประสบการณ์ภายในกับสิ่งที่มองเห็นโดยไม่รู้ตัว สมองเรียนรู้จากความสม่ำเสมอ ไม่ใช่คำสั่ง และภาพคือครูที่ซื่อสัตย์ที่สุดในช่วงวัยแรกเริ่ม
จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นผู้ใหญ่ แม้คนขับแท็กซี่ เคยได้อ่านหนังสือเล่มเดียวกับเด็ก ๆ ในปัจจุบันอ่าน ด้วยความเข้มแข็งของระบบนิเวศนี้ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน แต่แบ่งปัน “ความหมายชุดเดียวกัน” ความหมายที่เติบโตตามวัย แต่ไม่เคยหายไปจากชีวิต
อ้างอิง
- Hempel, R. (1989). The Heian Civilization of Japan. Phaidon.
- Okudaira, H. (1973). Emaki: Narrative Scrolls from Japan. Weatherhill.
- Mason, P. (1993). History of Japanese Art. Harry N. Abrams.
- Doshinsha Publishing. Kamishibai Archives. (Tokyo, Japan).
- Suzuki, E. (2010). “The Social Role of Kamishibai in Pre-war and Post-war Japan.” International Research in Children’s Literature.
- Yoshitake, S. (2009). The Art of Kamishibai. Kyoto University Folklore Series.
- Fukuinkan Shoten Editors. (2002). The History of Japanese Picture Books 1950–2000. Fukuinkan Shoten.
Nihon Ehon Kenkyukai (Japan Picture Book Research Association). Chronology of Japanese Ehon.
- Akai Tori Archives (1918–1936). Tokyo Women’s Christian University.
- Kodomo no Kuni Archives (1922–1944). International Library of Children’s Literature, Tokyo.
- Yokota, J. (2014). “The Evolution of Japanese Picturebook Aesthetics.” Children’s Literature in Education.
- Kosslyn, S. (1996). Image and Brain: The Resolution of the Imagery Debate. MIT Press.
- Arnheim, R. (1969). Visual Thinking. University of California Press.
- Winner, E., & Hetland, L. (2000). The Arts and Cognition Project. Harvard Project Zero.
- Gopnik, A. (2009). The Philosophical Baby. Farrar, Straus and Giroux.
- Parsons, M. (1987). How We Understand Art: A Cognitive Developmental Account of Aesthetic Experience. Cambridge University Press.
- Nikolajeva, M. (2014). Reading for Learning: Cognitive Approaches to Children’s Literature. John Benjamins Publishing.
- Sipe, L. (1998). “How Picturebooks Work: A Semiotically Framed Theory of Text-Picture Relationships.” Children’s Literature in Education.
- Rosenblatt, L. (1978). The Reader, the Text, the Poem. Southern Illinois University Press.
- International Library of Children’s Literature (Tokyo). Annual Reports (2000–2022).
- International Institute for Children’s Literature (Osaka). Collections & Statistics.
- Japan Library Association. Children’s Library Network Reports.
Nippon Foundation. (2018). State of Picturebook Publishing in Japan.