วิชา ‘คณิตศาสตร์มหัศจรรย์’ และ ‘ความจริงที่เขย่งได้’: เมื่อโลกการเมืองไทย กำลังสอนการบ้านบทใหญ่ให้เด็ก ๆ ของเรา

วิชา ‘คณิตศาสตร์มหัศจรรย์’ และ ‘ความจริงที่เขย่งได้’: เมื่อโลกการเมืองไทย กำลังสอนการบ้านบทใหญ่ให้เด็ก ๆ ของเรา

ค่ำคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ควรจะเป็นคืนที่เงียบสงบหลังจากพายุแห่งการหาเสียงพัดผ่านไป แต่กลับกลายเป็นคืนที่เต็มไปด้วยความสับสนกระวนกระวายใจที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย บนหน้าจอโทรทัศน์ที่ทุกช่องถ่ายทอดสดตัวเลขผลคะแนนจาก กกต. สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่เพียงแค่กราฟแท่งที่ขยับขึ้นลงตามเจตจำนงของประชาชน แต่มันคือ “ภาพความฉงนงงงวย” ที่ดูเหมือนจะท้าทายตรรกะพื้นฐานของมนุษย์

เราเห็นภาพผู้สมัครบางคนมีคะแนนนำโด่งในเขตที่ผู้คนเบาบาง เราเห็นจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่เดินไม่สัมพันธ์กับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ถูกนับ และเราเห็นระบบรายงานผลที่หยุดชะงักลงดื้อๆ ในจังหวะที่คนทั้งประเทศกำลังเต้นระทึกด้วยความหวัง กลิ่นอายของความไม่ชอบมาพากลลอยอบอวลไปทั่วโซเชียลมีเดีย 

ท่ามกลางบรรยากาศที่ผู้ใหญ่เองยังต้องขมวดคิ้ว หลายครอบครัวกำลังตกอยู่ในสภาวะ “กระอักกระอ่วนใจ” พ่อแม่นั่งอยู่หน้าจอทีวีพร้อมกับลูกๆ ที่กำลังมองดูเหตุการณ์ด้วยความสงสัย เมื่อลูกชี้ไปที่จอแล้วถามว่า “ทำไมมันดูแปลกๆ?”

เราอาจเลือกที่จะ “ปิดทีวีหนี” หรือตัดบทสั้นๆ ว่า “มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ลูกยังไม่เข้าใจหรอก” เพราะเราเองก็ยังมืดแปดด้าน และลึกๆ เรากลัวว่าความจริงที่บิดเบี้ยวข้างนอกนั้นจะไปทำลายศรัทธาในโลกของลูก เรากลัวว่าถ้าลูกรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้หมุนด้วยความถูกต้อง 100% เขาจะหมดแรงจูงใจที่จะเป็นเด็กดี

แต่ในวินาทีที่ความศรัทธาต่อระบบกำลังสั่นคลอนนี่เอง คือ “โอกาสทอง” ที่เราจะสอนวิชา ‘ความเป็นพลเมือง’ ให้กับเด็ก ๆ เราต้องกล้าที่จะตอบคำถามลูกอย่างตรงไปตรงมา เพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องของเทคนิคหรือกฎหมายที่ต้องรอให้โตก่อนถึงจะเข้าใจ แต่มันมีรากฐานมาจากเรื่องเดียวที่เด็กทุกคนรับรู้ได้ดีที่สุด นั่นคือ “ความยุติธรรม”

เด็กๆ ไวต่อความยุติธรรมเสมอ เขารู้ว่าการโดนแย่งของเล่นนั้นไม่แฟร์ เขารู้ว่าการที่เพื่อนแอบลอกข้อสอบแต่ได้คะแนนดีกว่าคือสิ่งที่รับไม่ได้ และเขารู้ว่าถ้ากติกาการวิ่งแข่งถูกเปลี่ยนกลางคัน นั่นไม่ใช่ชัยชนะที่น่าภูมิใจ การชวนลูกมานั่งวิเคราะห์ “ความเขย่ง” ของการเมืองปี 69 จึงไม่ใช่การปลูกฝังความเกลียดชัง แต่คือการสร้าง “ความรู้เท่าทัน” เพื่อให้เขาเห็นว่า ประชาธิปไตยไม่ได้จบลงที่การหย่อนบัตร แต่มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวันที่เราต้องช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขเหล่านั้นร่วมกัน

คณิตศาสตร์ที่เกินจริง: เมื่อผลสอบได้ 120 จากคะแนนเต็ม 100

เมื่อเราก้าวพ้นจากบทนำที่เต็มไปด้วยคำถาม เข้าสู่เนื้อหาภาคสนามของการเลือกตั้ง 69 เราจะพบว่าบทเรียนแรกที่ลูกต้องเจอคือความผันผวนของสิ่งที่เรียกว่า ‘คณิตศาสตร์ที่เกินจริง’ ในโลกของห้องเรียน 1 บวก 1 ต้องเท่ากับ 2 เสมอ แต่น่าแปลกที่ในโลกของการเมืองไทยวันนี้ คณิตศาสตร์กลับกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ยืดหยุ่นได้ราวกับเวทมนตร์ ประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือปรากฏการณ์ “บัตรเขย่ง” ในสเกลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อจำนวนบัตรเลือกตั้งในหีบมีมากกว่าจำนวนคนที่เดินเข้าคูหา หรือการที่คะแนนของผู้สมัครบางคนพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันในช่วงที่ระบบรายงานผลขัดข้อง สำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้เรื่องจำนวนนับและความซื่อสัตย์ ความสับสนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะมันคือการทำลายบรรทัดฐานความถูกต้องที่เขาเคยยึดถือมาโดยตลอด

หากเราจะลองเจาะลึกลงไปในประเด็นโลกจริงที่ต้องขยี้ให้เห็นภาพชัด คือการที่ในการเลือกตั้ง 69 นี้ เราพบหน่วยเลือกตั้งที่ประกาศว่ามีผู้มาใช้สิทธิเพียง 500 คน แต่พอเปิดหีบออกมากลับมีบัตรถึง 512 ใบ หรือในบางพื้นที่ที่คะแนนรวมของทุกพรรคดันสูงกว่าจำนวนประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นเสียอีก เมื่อผู้เกี่ยวข้องออกมาอธิบายเพียงว่าเป็น “ความผิดพลาดทางเทคนิค” หรือ “ความเหนื่อยล้าของเจ้าหน้าที่” มันจึงสร้างรอยร้าวในใจประชาชนว่าเรากำลังเล่นอยู่ในเกมที่โปร่งใสจริงๆ หรือไม่ ซึ่งวิธีชวนลูกคุยที่ดีที่สุดคือการใช้ การเปรียบเทียบหรือการเปลี่ยนตัวเลขระดับประเทศให้กลายเป็นเรื่องในห้องเรียน เพื่อให้ลูกเห็นภาพความผิดปกติ โดยลองชวนเขาตั้งสมมติฐานว่า “ถ้าวันนี้ในห้องลูกมีการโหวตเลือกหัวหน้าห้อง เพื่อนในห้องมีทั้งหมด 30 คน ทุกคนเดินไปหย่อนกระดาษคนละใบใส่กล่อง แต่พอครูนับกระดาษออกมา กลับมีกระดาษ 45 ใบโผล่ขึ้นมา… คิดว่ามันแปลกไหม?” และแน่นอนว่าคำตอบของเด็กย่อมสะท้อนความจริงว่ามันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเราต้องย้ำถามเขาต่อว่า “แล้วถ้าครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก มันเป็นแค่เลขเขย่งนิดหน่อย แล้วสรุปให้คนที่ครูชอบเป็นหัวหน้าห้องไปเลย ลูกจะยังยอมรับได้ไหม?”

บทเรียนสำคัญที่ต้องฝากไว้ท่ามกลางตัวเลขที่บิดเบี้ยวนื้ คือการสอนให้ลูกเข้าใจเรื่อง ตรรกะและความสมเหตุสมผลเราต้องสอนให้เขารู้ว่าความจริงมีชุดเดียวและต้องพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานเสมอ โดยใช้โอกาสนี้บอกกับเขาว่า “ในอนาคตถ้าเจอตัวเลขที่มันไม่ตรงความจริง อย่าปล่อยผ่านเพียงเพราะคนมีอำนาจบอกว่ามันถูก ความซื่อสัตย์ไม่ได้เริ่มที่คนอื่น แต่มันเริ่มจากการที่เราไม่ยอมรับความโกหกที่อยู่ตรงหน้า” การขยี้ประเด็นนี้จะทำให้เด็กเห็นว่าคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องในสมุดแบบฝึกหัด แต่มันคือเครื่องมือในการรักษาสิทธิและความเป็นธรรมในสังคม เพราะถ้าหากตัวเลขถูกบิดเบือนได้เมื่อไหร่ ความยุติธรรมในใจคนและในสังคมก็จะเริ่ม “เขย่ง” ตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความจริงที่เขย่งได้: เมื่อความยุติธรรมถูกนิยามโดยผู้ถืออำนาจ

เมื่อเราก้าวผ่านเรื่องของตัวเลขที่ผิดเพี้ยน บทเรียนถัดมาที่ปรากฏชัดในการเลือกตั้ง 69 คือสภาวะที่เรียกว่า ‘ความจริงที่เขย่งได้’ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อความยุติธรรมเริ่มถูกนิยามใหม่โดยผู้ถืออำนาจผ่านกระบวนการที่คลุมเครือ สถานการณ์ที่การประกาศผลถูกหน่วงเหนี่ยวอย่างผิดปกติ หรือกติกาที่ถูกตีความให้เปลี่ยนไปในระหว่างที่เกมกำลังดำเนินอยู่ คือบทเรียนเรื่องกระบวนการที่โปร่งใสในโลกของความเป็นจริง หากมองย้อนกลับไปในคืนวันนับคะแนนที่ผ่านมา ความล่าช้าในการรายงานผลรายหน่วย และการประกาศคะแนนที่จู่ๆ ก็ “พลิก” กลับด้านในช่วงข้ามคืนโดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสังคม จนทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความจริงกำลังถูกปรับแต่งและจัดวางให้เป็นไปตามความต้องการของคนบางกลุ่ม มากกว่าจะเป็นไปตามเจตจำนงของเจ้าของคะแนนเสียง

เพื่อให้เด็กเห็นภาพความไม่ชอบมาพากลนี้ เราสามารถหยิบยกการเปรียบเทียบกับการเล่นกีฬาที่เขาคุ้นเคย โดยชวนเขาคิดถึงภาพเหตุการณ์ในสนามแข่งที่กรรมการแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นในตอนที่ลูกสามารถทำแต้มได้ หรือร้ายกว่านั้นคือการที่กรรมการลุกขึ้นมาเปลี่ยนกฎกลางสนามเพียงเพื่อให้ทีมที่ตัวเองเชียร์เป็นฝ่ายชนะ พร้อมกับตั้งคำถามสำคัญกับเขาว่า “ชัยชนะที่ได้มาจากการโกงกติกาแบบนี้ มันทำให้เราภูมิใจได้จริงๆ หรือเปล่า?” การตั้งคำถามเช่นนี้จะช่วยให้เด็กเริ่มมองเห็นว่า ชัยชนะที่ไร้เกียรติยศนั้นมีมูลค่าน้อยกว่าความพ่ายแพ้ที่สง่างามเพียงใด เป้าหมายสำคัญของบทนี้คือการปลูกฝังเรื่อง ความยุติธรรมเชิงกระบวนการ (Procedural Justice) ให้หยั่งรากลึกในความคิดของลูก เพื่อให้เขาเห็นว่าผลลัพธ์หรือชัยชนะที่เป็นปลายทางนั้น เราสามารถยอมรับและก้มหน้ายิ้มรับความผิดหวังได้เสมอ หากกระบวนการระหว่างทางนั้นใสสะอาดและสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

พลังของการตรวจสอบ: เพราะความมืดชอบความลับ เราจึงต้องเปิดไฟ

บทเรียนสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของพลังของการตรวจสอบ เพราะท่ามกลางความคลุมเครือและการปิดบัง สิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้คือการที่ประชาชนและคนรุ่นใหม่ไม่ยอมจำนนต่อความผิดปกติเหล่านั้น เราได้เห็นเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมกันถ่ายรูปใบขีดคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งและนับคะแนนแข่งกับระบบที่ล่มสลาย สิ่งนี้คือการสอนให้ลูกรู้จักคำว่า การตรวจสอบได้ (Accountability) อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เราควรบอกเขาว่า “เพราะเป็นประชาธิปไตยราถึงต้องช่วยกันตรวจสอบ? แม้เราจะไม่มีอำนาจสั่งการใคร แต่เรามีดวงตาและกล้องมือถือที่เป็นอาวุธในการปกป้องความจริง” เพื่อให้เขาซึมซับว่าความโปร่งใสไม่ได้มาจากการร้องขอความเมตตาจากผู้มีอำนาจ แต่มาจากการที่คนตัวเล็กๆ ทุกคนช่วยกันเปิดไฟส่องสว่างเข้าไปในที่มืด และหน้าที่ของพลเมืองที่ดีคือการไม่เป็นเพียงผู้รับชมที่นิ่งเฉย แต่ต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมในการพิทักษ์ความถูกต้องเพื่อให้สังคมกลับมาตรงไปตรงมาอีกครั้ง

คำว่า ‘โตไปไม่โกง’ ที่กลายเป็นมุกตลก

 หากเรายังปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นเพียงการแสดงปาหี่ของตัวเลข และปล่อยให้องค์กรอิสระทำงานภายใต้ความกังขาของเด็กๆ เรากำลังสร้างอนาคตที่น่ากลัว… อนาคตที่เด็กไทยเชื่อว่า “ความโกงคือความฉลาด และความซื่อตรงคือความอ่อนแอ” ถึงเวลาที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ ต้องเลิกทำตัวเป็น “ตำราที่พิมพ์ผิด” แต่เป็น “แบบอย่างที่จับต้องได้” การสอนให้เด็กโตไปไม่โกงที่ได้ผลที่สุด ไม่ใช่การให้เขาท่องจำค่านิยมใดๆ แต่คือการทำให้เขาเห็นว่า เมื่อกติกาบิดเบี้ยว ผู้ใหญ่ในสังคมจะไม่ยอมนิ่งเฉย และจะร่วมกันเรียกร้องความจริงกลับคืนมา เพื่อให้ในวันที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ 1+1 ของเขา