EP 3 สอบได้ที่หนึ่งก็ดี เล่นดนตรีก็ควรได้ และอยากให้พูดได้สามภาษา : เมื่อความกลัวของพ่อแม่ในประเทศที่ไร้รัฐสวัสดิการขับเคลื่อนให้ลูกสามารถทำได้ทุกอย่างที่พ่อแม่อยากให้ทำ
EP 3 สอบได้ที่หนึ่งก็ดี เล่นดนตรีก็ควรได้ และอยากให้พูดได้สามภาษา : เมื่อความกลัวของพ่อแม่ในประเทศที่ไร้รัฐสวัสดิการขับเคลื่อนให้ลูกสามารถทำได้ทุกอย่างที่พ่อแม่อยากให้ทำ
ถ้าอ่าน EP ที่แล้วมาสองตอน คงพอเห็นภาพแล้วว่าระบบที่บีบพ่อแม่ให้เลี้ยงลูกด้วยความกลัวนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และสังคมออนไลน์ที่ตอบสนองต่อความกลัวนั้นด้วยการตัดสินและแชร์ต่อทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้าง
แต่ยังมีคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากเพียงพอ
นั่นก็คือเด็ก
เด็กในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เขา “ต้องเก่ง มีทักษะ เพื่ออยู่รอดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง และสังคมที่ไม่พร้อมจะรองรับเขา” และไม่มีใครหยุดถามว่าในกระบวนการเหล่านั้น ไม่ว่าจะมาจากพ่อแม่ ชุมชน ครอบครัว หรือสังคม จะทำให้เขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งได้มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับ “ชีวิต” จริงๆ ของตัวเองบ้างแล้วหรือยัง
สำหรับ EP ที่ 3 Mappa ไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปว่าควรเลี้ยงลูกอย่างไร และไม่ได้บอกว่าพ่อแม่ที่ทุ่มเทเพื่อลูกทำสิ่งผิด แต่ขอตั้งคำถามที่ไม่ค่อยถูกถามในบทสนทนาเรื่องการเลี้ยงลูกว่า ในวันที่เด็กทำได้ทุกอย่างที่พ่อแม่หรือทำได้ทุกอย่างที่สังคมอนาคตเรียกร้องให้ทำ เขากำลังรู้สึกอะไร และในวันที่เขาโตขึ้นพอที่จะถามตัวเองว่าอยากใช้ชีวิตแบบไหน เขาจะมีข้อมูลพอที่จะตอบคำถามนั้นที่เขาถามออกมาได้ไหม
หรือเขาจะพบว่าตัวเองรู้ทุกอย่างที่ถูกขอให้ทำ แต่ไม่รู้จักชีวิตตัวเองเลย
EP นี้ Mappa ขอเขียนออกมาเป็นมายาคติ ชวนละอคติและคติที่ยึดถือ
แล้วลองกางมันออกมาดูจริงๆ ว่า ความคิด ความเชื่อในการเลี้ยงลูกที่เรามีในวันนี้
มันเป็นคำตอบที่จริง จริง ๆ สำหรับเด็กทุกคนไหม
มายาคติที่ว่า “เด็กเก่งรอบด้านคือเด็กที่พร้อมที่สุดสำหรับชีวิต”
มีเด็กประเภทหนึ่งที่ครูจะจดจำได้ดีที่สุด
ไม่ใช่เด็กที่เก่งที่สุดในห้อง แต่คือเด็กที่ “พังที่สุด” ในวันที่สอบไม่ได้คะแนนเต็ม
ย้ำอีกครั้ง ไม่ใช่สอบตก หรือคะแนนต่ำ
เพียงไม่ใช่คะแนนเต็ม
เด็กที่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวหลังห้องเรียนหลังจากรู้ว่าตัวเองทำข้อสอบเพียงข้อหนึ่งผิด เด็กที่ไม่สามารถรับมือกับการได้ที่สอง ทั้งที่ที่สองในห้องเรียนนั้นคือสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ในโลกจะภูมิใจมาก
และที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ครูหลายคนบอกกับเราว่าในยุคนี้พบเด็กแบบนั้นได้เกือบทุกห้องเรียน
ความเชื่อที่ว่าเด็กที่เก่งรอบด้านคือเด็กที่พร้อมที่สุดสำหรับชีวิตนั้นฟังดูสมเหตุสมผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่อนาคตไม่แน่นอน เพราะในระดับของตรรกะมันสมเหตุสมผล
ยิ่งมีทักษะมาก ยิ่งมีตัวเลือกมาก
ยิ่งมีตัวเลือกมาก ยิ่งรับมือกับความไม่แน่นอนของอนาคตได้ดีกว่า
แต่สมมติฐานที่ซ่อนอยู่ในตรรกะนั้นที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือความพร้อมที่ว่านั้นคือความพร้อมสำหรับ “ระบบ” ไม่ใช่ความพร้อมสำหรับ “ชีวิตมนุษย์”
และ “ระบบ” กับ “ชีวิต” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
“ระบบ” มีกฎที่ชัดเจน มีคะแนนที่วัดได้ มีเส้นชัยที่ทุกคนเห็นตรงกัน และที่สำคัญที่สุดคือมันมีคำตอบที่ถูกต้องให้ค้นหา เด็กที่เก่งในระบบคือเด็กที่เรียนรู้วิธีหาคำตอบที่ถูกต้องนั้นได้เร็วและแม่นยำที่สุด และนั่นคือทักษะที่มีคุณค่าและฝึกได้จริง
แต่ “ชีวิต” ไม่มีกฎที่ชัดเจนเสมอไป ไม่มีคะแนนที่บอกว่าตัดสินใจถูกหรือผิด ไม่มีครูที่จะบอกว่าเส้นทางไหนคือเส้นทางที่ดีที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือชีวิตไม่มีคำตอบที่ถูกต้องอยู่ก่อนแล้วมารอให้ค้นพบ ชีวิตในหลายครั้งคือการตัดสินใจที่ต้องทำโดยไม่มีข้อมูลครบถ้วน และการอยู่กับผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้นไม่ว่าจะออกมาอย่างไร
เด็กที่ถูกฝึกมาให้หาคำตอบที่ถูกต้องในระบบ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องรออยู่ปลายทาง หลายครั้งเด็กเหล่านั้นรับมือกับสถานการณ์ไม่ได้ และไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่งพอหรือมีทักษะน้อยเกินไป แต่เด็กเหล่านั้นไม่เคยได้เข้าใจ “ทักษะชีวิต” แบบนั้นมาก่อน เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาเพียงเข้าใจ “ทักษะตามของระบบ” ที่ระบบสร้างไว้ ทุกอย่างมีคะแนน ทุกอย่างมีเฉลย และทุกอย่างมีคนคอยบอกว่าทำถูกหรือผิด
ความพร้อมสำหรับระบบและความพร้อมสำหรับชีวิตจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และการสับสนระหว่างสองสิ่งนั้น อาจคือหนึ่งในสิ่งที่เด็กหลายคนต้องเผชิญหน้าในภายหลัง โดยทุกคนเข้าใจเพียงว่า เราก็พยายามแล้วที่จะเตรียมเด็กให้มีทักษะรอบด้าน แต่ผู้ใหญ่เหล่านั้นไม่รู้เลยว่า “ทักษะตามระบบ” ไม่ได้ช่วยให้เด็กมี “ทักษะชีวิต”
และบางครั้งระบบการศึกษาที่สร้างเพียงเด็กเก่ง “ทักษะตามระบบ”
ก็คร่า “ทักษะชีวิต” จากเด็กไปอย่างน่าเสียดาย
และที่น่าเสียดายกว่านั้นคือ
ไม่มีใครตั้งใจให้เป็นแบบนั้น
แต่มันก็เป็น
“ให้ทำอะไรเขาก็ทำ” “ให้เรียนอะไรเขาก็เรียน” : จริงไหมที่ “ความว่าง่าย” คือใบเบิกทางสู่ชีวิตที่มีความสุข
มีคำชมที่พ่อแม่และครูใช้กันบ่อยมากคำหนึ่ง และมักถูกพูดถึงในแง่บวกเสมอ
“เด็กคนนี้ว่าง่ายมากเลย”
ในบริบทของการเลี้ยงลูกและการศึกษา “ว่าง่าย” คือคุณสมบัติที่ดี มันหมายถึงเด็กที่ไม่ดื้อ ไม่เถียง ทำตามที่บอก และไม่สร้างปัญหา บอกให้เรียนอะไรก็เรียน บอกให้ทำกิจกรรมอะไรก็ทำ บอกให้ชอบอะไรก็พยักหน้า และในระบบที่ให้รางวัลกับความสงบเรียบร้อยและการปฏิบัติตามกฎ เด็กว่าง่ายคือเด็กที่ประสบความสำเร็จในแบบที่ระบบนิยามไว้
แต่ถ้าเราถามต่อสักนิดล่ะ
ว่าเด็กที่ว่าง่ายนั้น “ว่าง่าย” เพราะอะไร
เพราะเขามีนิสัยที่ดีและเข้าใจว่าการอยู่ร่วมกับคนอื่นต้องการการประนีประนอม หรือเพราะเขาเรียนรู้มาแล้วว่าการทำตามที่คาดหวังนำมาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด ไม่ใช่รางวัลที่จับต้องได้เสมอไป แต่อาจเป็นแค่รอยยิ้มของพ่อแม่ บรรยากาศในบ้านที่ดีขึ้น คำพูดที่อ่อนโยนกว่าปกติ หรือแค่ความรู้สึกว่าวันนี้พ่อแม่อารมณ์ดี และทุกอย่างในบ้านปลอดภัย
สมองของเด็กเรียนรู้เร็วมากว่าพฤติกรรมแบบไหนนำไปสู่ผลลัพธ์แบบไหน และเมื่อการ “ว่าง่าย” ในสิ่งที่พ่อแม่อยากให้ชอบหรือต้องการ นำไปสู่บรรยากาศที่ดีกว่าการบอกความต้องการของตัวเอง เด็กก็จะเริ่มทำแบบนั้นเรื่อยๆ จนเป็นอัตโนมัติ เพราะเขากำลังตอบสนองต่อระบบรางวัลในชีวิตประจำวันของเขา
และในหลายกรณี การที่เด็กดูเหมือนชอบทุกอย่างที่พ่อแม่จัดให้ ชอบเรียนดนตรีที่ถูกส่งไปเรียน ชอบกีฬาที่ถูกลงทะเบียนให้ ชอบวิชาที่ถูกบอกว่าสำคัญ จึงไม่ได้หมายความว่าเขาค้นพบความหลงใหลของตัวเองแล้ว มันอาจหมายความแค่ว่าเขาค้นพบแล้วว่าการแสดงออกว่าชอบทำให้รอยยิ้มของพ่อแม่ปรากฏขึ้น และการบอกว่าไม่ชอบทำให้รอยยิ้มนั้นหายไป เมื่อเวลาผ่านไปนานพอ เส้นระหว่างสิ่งที่เขาชอบจริงๆ กับสิ่งที่เขาเรียนรู้ว่าควรชอบ ก็เริ่มเลือนหายไปเอง
นักจิตวิทยาพัฒนาการเรียกกระบวนการนั้นว่า Learned Helplessness คือสภาวะที่เด็กหยุดพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบข้าง ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความต้องการของตัวเอง แต่เพราะประสบการณ์สอนเขาว่าความต้องการของเขาไม่มีน้ำหนักพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ความว่าง่ายของเด็กบางคนจึงไม่ใช่ความสงบ
แต่คือการยอมแพ้ที่แสดงออกมาอย่างเรียบร้อย
ถ้ามองจากภายนอก “เด็กที่สงบจริงๆ” กับ “เด็กที่หยุดพยายาม” มีหน้าตาเหมือนกันจนแยกไม่ออก เด็กจะตอบสนองเหมือนกัน และได้รับคำชมแบบเดียวกัน ในขณะที่ความแตกต่างอยู่ภายใน ความแตกต่างอยู่ในสิ่งที่เด็กกำลังรู้สึกเมื่ออยู่คนเดียวในห้อง อยู่ความฝันที่ไม่เคยได้พูดออกมา และอยู่ในคำถามที่ไม่เคยได้ถามว่าถ้าเขาเลือกได้เอง เขาจะเลือกอะไร
เด็กที่ว่าง่ายในวันนี้อาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยากได้อะไรในวันหน้า ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความฝัน แต่เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีใครเคยถามเขาจริงๆ และเขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์ตอบ
มายาคติที่ว่าความภูมิใจของพ่อแม่กับความสุขของลูกคือสิ่งเดียวกัน
เด็กที่ยืนอยู่บนเวทีพิธีมอบรางวัล มีใบประกาศในมือ มีรอยยิ้มบนใบหน้า และมีพ่อแม่นั่งอยู่ในฝูงชนด้านล่างเวทีที่กำลังปรบมือและถ่ายรูปด้วยความภูมิใจที่แปลงออกมาเป็นรางวัลที่จับต้องได้ นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดี ความภูมิใจของพ่อแม่นั้นจริง ความพยายามของเด็กนั้นจริง และความสุขที่เกิดขึ้นในห้องนั้นก็จริง
แต่ก็น่าถามต่อไปอีกนิดว่า เด็กที่ยืนอยู่บนเวทีนั้นรู้สึกอะไรข้างใน
บางคนรู้สึกภูมิใจจริงๆ รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมานั้นมีความหมาย และรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แต่บางคนรู้สึกอะไรที่อธิบายได้ยากกว่านั้น อาจจะเป็นความโล่งอก ไม่ใช่ความสุข ความโล่งที่ว่าทำได้แล้ว ทำให้พ่อแม่ดีใจได้แล้ว และอย่างน้อยในวันนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ใครผิดหวัง
ความต่างระหว่างความสุขกับความโล่งอกนั้นสำคัญมาก ความสุขคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราได้ทำในสิ่งที่มีความหมายกับตัวเอง ความโล่งอกคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อแรงกดดันที่แบกอยู่ถูกปลดออกชั่วคราว และคนที่อยู่ในสองสภาวะนั้นมีหน้าตาเหมือนกันจากภายนอก แต่ประสบการณ์ข้างในต่างกันโดยสิ้นเชิง
นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องแรงจูงใจพบว่าเด็กที่ทำสิ่งต่างๆ เพื่อได้รับการยอมรับจากคนอื่นเป็นหลัก มักประสบกับสิ่งที่เรียกว่า Empty Achievement หรือความสำเร็จที่ว่างเปล่า คือการที่ได้รับสิ่งที่ควรจะทำให้มีความสุข แต่กลับไม่รู้สึกอะไรมากนักหลังจากนั้น เพราะความสำเร็จนั้นไม่ได้เชื่อมโยงกับสิ่งที่ตัวเองให้คุณค่าจริงๆ แต่เชื่อมโยงกับสิ่งที่คนอื่นให้คุณค่า
และเมื่อเด็กโตขึ้นและสะสมความสำเร็จแบบนั้นมาเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความภูมิใจที่สะสมขึ้น แต่คือความรู้สึกว่างเปล่าที่สะสมขึ้นแทน ความรู้สึกที่ว่าทำได้ทุกอย่างที่ควรทำ มีทุกอย่างที่ควรมี แต่ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ และนั่นมักเป็นครั้งแรกที่เด็กหลายคนเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองใช้ชีวิตมาตลอด แต่น่าเสียดายที่คำถามนั้นมักมาช้ากว่าที่ควรจะมา
ความภูมิใจของพ่อแม่กับความสุขของลูกจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป ไม่ใช่เพราะพ่อแม่ไม่รักลูก แต่เพราะในระบบที่วัดความสำเร็จด้วยผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ความสุขที่จับต้องไม่ได้มักเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามไปในสมการ และกว่าเด็กและพ่อแม่จะรู้ตัวอีกทีจะสายเกินไปกว่าที่จะถามว่ามันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่
หนี้ที่ไม่มีตัวเลข ไม่มีวันครบกำหนด มักเป็นหนี้ที่หนักที่สุด : จริงไหมที่การเสียสละของพ่อแม่ไม่มีสิ่งที่ต้องตอบแทน
มีประโยคหนึ่งที่เด็กในวัฒนธรรมไทยคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะได้ยินมาโดยตรงหรือรับรู้ผ่านบรรยากาศในบ้าน
“พ่อแม่เสียสละมากขนาดนี้”
ประโยคนั้นไม่ได้ผิด และพ่อแม่หลายคนก็เสียสละจริง ทำงานหนักจริง ประหยัดจริง และทุ่มเทเวลาและพลังงานที่มีให้กับลูกอย่างที่ไม่มีใครตั้งคำถามได้ การเสียสละนั้นมีอยู่จริงและมีคุณค่าที่ไม่ควรถูกมองข้าม
แต่มีบางอย่างที่เกิดขึ้นในบางครอบครัวเมื่อการเสียสละนั้นถูกพูดถึงซ้ำๆ ในบริบทของความคาดหวังที่ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างจากสิ่งที่พ่อแม่ทำเพราะรักลูก กลายเป็นสิ่งที่ลูกต้องตอบแทน ไม่ใช่ในรูปแบบของเงินหรือการดูแลยามแก่เฒ่า แต่ในรูปแบบที่ลูกต้องใช้ชีวิตในแบบที่พ่อแม่สามารถภูมิใจได้ เลือกเส้นทางที่พ่อแม่เห็นชอบ และต้องไม่ทำให้การเสียสละทั้งหมดนั้นกลายเป็นสิ่งที่สูญเปล่า
หนี้แบบนั้นไม่มีตัวเลข ไม่มีวันครบกำหนด และไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แต่เด็กรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่รั้งพวกเขาไว้ในทุกครั้งที่อยากเลือกอะไรที่ต่างออกไปจากสิ่งที่พ่อแม่ชอบ หรืออยากบอกว่าไม่ชอบสิ่งที่ถูกวางไว้ให้ หรือในบางครั้งที่นึกถึงความฝันของตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไม่มีสิทธิ์ฝันถึงเมื่อมีคนเสียสละมาขนาดนี้แล้ว
เด็กที่เติบโตมาพร้อมกับความรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนี้บุญคุณที่ต้องชดใช้ มักมีความยากลำบากในการตัดสินใจเพื่อตัวเองในวัยผู้ใหญ่ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถ แต่เพราะทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจ เด็กเหล่านั้นไม่ได้ถามแค่ว่าตัวเองอยากได้อะไร แต่ถามด้วยว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้คนที่เสียสละเพื่อพวกเขารู้สึกอย่างไร และน้ำหนักของคำถามหลังมักหนักกว่าคำถามแรกเสมอ
ผลที่ตามมาในชีวิตจริงคือผู้ใหญ่ที่เลือกสายงานตามที่พ่อแม่อยากให้เป็น แต่งงานกับคนที่ครอบครัวเห็นชอบ และดำเนินชีวิตในแบบที่ไม่ทำให้ใครผิดหวัง แล้วสักวันหนึ่งก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกว่าชีวิตที่สร้างมานั้นครบถ้วนทุกอย่างที่ควรมี แต่มันไม่ใช่ชีวิตที่ตัวเองเลือก
และนั่นคือหนี้ที่ไม่มีตัวเลข ไม่มีใครตั้งใจสร้างขึ้น แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามันสะสมขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่
วันที่ภาพมายาทั้งหมดพังลงพร้อมกันที่ชีวิตเด็ก
มันไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
สำหรับเด็กบางคน วันนั้นอาจเริ่มจากวันที่เรียนจบแล้วพบว่าตัวเองยืนอยู่ตรงหน้าทางแยกที่ไม่มีใครบอกว่าควรเดินทางไหน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไม่มีตารางให้ทำตาม ไม่มีข้อสอบให้เตรียมตัว ไม่มีคะแนนที่บอกว่าทำถูกหรือผิด และในขณะนั้น เด็กคนนั้นพบว่าตัวเองไม่รู้ว่าอยากไปไหน
สำหรับเด็กบางคน อาจเริ่มจากวันที่ล้มเหลวครั้งแรกในชีวิตจริง สมัครงานไม่ได้ ความสัมพันธ์พังทะลาย หรือโปรเจกต์ที่ทุ่มเทไปไม่ได้ผลที่คาดหวัง และพบว่าตัวเองไม่มีเครื่องมือรับมือกับความรู้สึกนั้น เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาถูกฝึกให้ชนะ ไม่ได้ถูกฝึกให้ล้มแล้วลุก
และสำหรับเด็กบางคน วันแบบนั้นเริ่มจากวันธรรมดาวันหนึ่งที่ไม่มีอะไรพิเศษ แค่นั่งอยู่คนเดียวในห้องแล้วรู้สึกว่างเปล่าอย่างอธิบายไม่ได้ ทั้งที่ทุกอย่างในชีวิตดูครบถ้วน มีงานดี มีรายได้ มีสิ่งที่พ่อแม่ภูมิใจ แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตนั้นไม่ใช่ของตัวเอง
จุดร่วมของทุกคนในทุกสถานการณ์นั้นคือความรู้สึกที่ว่า”ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร”
สำหรับเด็กที่เติบโตมาในระบบที่คุณค่าของตัวเองถูกผูกติดกับผลลัพธ์ที่ทำได้มาตลอด วันที่ภาพมายาพังทะลายลง คือวิกฤตที่อยู่ภายในอย่างลึกเกินกว่าที่คนอื่นจะมองเห็นจากภายนอก เพราะมันไม่ใช่แค่คำถามว่าจะทำอะไรต่อในชีวิต แต่คือคำถามที่ไม่เคยได้ถามเลยว่าตัวเองเป็นใคร ชอบอะไร และอยากใช้ชีวิตแบบไหน ถ้าไม่มีใครมาคาดหวังอะไรจากตัว “ฉัน” เลย
และคำถามนั้นยากที่สุดสำหรับคนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อตอบคำถามของคนอื่น
การที่ภาพมายาเหล่านั้นพังลงไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ล้มเหลว ไม่ได้หมายความว่าการเสียสละทั้งหมดนั้นไม่มีความหมาย และไม่ได้หมายความว่าความรักที่มีให้กันตลอดมานั้นไม่จริง มันหมายความแค่ว่าระบบที่บีบให้พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกด้วยความกลัวนั้น ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในตัวเด็กด้วยเช่นกัน และร่องรอยนั้นไม่ได้ปรากฏให้เห็นในวันที่รับรางวัลหรือประสบความสำเร็จ แต่มันปรากฏอยู่ในความรู้สึกลึก ๆ ของเด็ก ที่รอวันให้พวกเขาไปแตะถึง
ซึ่งวันนั้นอาจจะเป็น วันที่ไม่มีใครให้คะแนน ไม่มีใครรออยู่ที่เส้นชัย และไม่มีตารางบอกว่าต้องทำอะไรตามลำดับ
และในวันนั้น คำถามเดียวที่เหลืออยู่คือ ฉันอยากเป็นใคร ถ้าไม่ต้องเป็นอะไรในแบบที่ใครอยากให้เป็น
สำหรับเด็กบางคนที่ถูกปลูกปั้นมาอย่างดีตลอดชีวิต นั่นอาจเป็นคำถามที่ยากที่สุดที่เขาเคยเจอ ยากกว่าข้อสอบทุกข้อที่เคยทำ และยากกว่าทักษะทุกอย่างที่เคยฝึกมา เพราะมันเป็นคำถามที่ไม่มีเฉลย ไม่มีคะแนน และไม่มีใครช่วยตอบแทนได้
Writer
มิรา เวฬุภาค
illustrator
Arunnoon
มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด