คำครู – วีรพร นิติประภา
คำครู – วีรพร นิติประภา
วีรพร นิติประภา: ผู้หญิง ผู้เป็นแม่ ผู้โอบกอดความเป็นมนุษย์ของตัวเองและคนรอบตัวด้วยถ้อยคำจากหนังสือที่กลายเป็นที่พักพิงให้คนมากมาย
มีนักเขียนบางคนที่ไม่เพียงสร้างตัวละคร แต่สร้างเงาสะท้อนให้เราได้เห็นชีวิตของเราเอง วีรพร นิติประภา คือหนึ่งในนั้น และนอกจากวรรณกรรมที่เธอเขียนไปสัมผัสใจคนมากมาย หนังสือที่ Mappa อยากหยิบยกเพื่อพูดถึงพี่แหม่มของพวกเรา คือ “โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก”
เพราะไม่ใช่หนังสือทุกเล่มจะทำให้คนเป็นแม่รู้สึกว่า “ถูกมองเห็น” เรามักรู้สึกตัวเล็ก รู้สึกด้อย เมื่อต้องอ่านองค์ความรู้มากมายเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกในรูปแบบฮาวทู แต่หนังสือเล่มนี้ทำให้การเป็นแม่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ ไม่ต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา และไม่ต้อง ‘แสร้งว่ารัก’ อยู่ทุกวินาทีของความเป็นแม่ หนังสือเล่มนี้เขียนความเป็นแม่แบบที่ก็ยังสับสนได้ เขียนความเป็นลูกแบบที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองถูกรัก และเขียนความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกในแบบที่ไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างสวยงาม ไม่มีใครเข้าใจหมดทุกเรื่อง และบางครั้งความรักในครอบครัวก็บาดลึกทิ้งร่องรอยเป็นแผลเอาไว้ในใจ
พ่อแม่ยุคใหม่เจอกับความจริงที่ต้องเผชิญ
พ่อแม่ยุคนี้เติบโตมาในโลกที่เราถูกสอนให้พยายามดีกว่ารุ่นก่อน กลายเป็นพ่อแม่ที่ใส่ใจ มีสติ ฟังลูกมากกว่าพูด ไม่ตะคอก ไม่ตี คอยอ่านคู่มือการเลี้ยงลูก และเข้าร่วมคลาสพัฒนาตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง เรารู้หมดว่าอะไรไม่ควรทำ แต่กลับไม่รู้เลยว่าเราควรจะอยู่กับความรู้สึกแย่ ๆ ของตัวเองอย่างไรในวันที่ทำพลาด
บางวันแค่เสียงลูกเรียก เราก็อาจสะดุ้งเหมือนจะร้องไห้ ทั้งที่เมื่อห้านาทีก่อนก็ยังยิ้มอยู่บนหน้าจอประชุม บางวันก็อยากออกไปเดินเฉย ๆ ให้ไกลจากบ้านสักชั่วโมง บางทีแค่หาเหตุผลข้างๆ คูๆ ไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยก็ยังดี ขอเพียงมีเวลาสักนิดโดยไม่ต้องรับผิดชอบใครสักคน บางวันเราก็ต้องการความเงียบ แต่มันกลายเป็นความเงียบที่เราหวงแหนจนกลัวว่า ถ้าลูกพูดอะไรขึ้นมาตอนนี้ เราอาจตอบกลับไปด้วยเสียงที่ตัวเองไม่อยากได้ยินและรู้สึกผิดไปอีกหลายวัน หรือไม่ก็อีกหลายปี
อีกครั้ง หนังสือ “โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก” ของพี่แหม่มไม่ได้พาเราหายดี แต่มันทำให้เราอยู่กับตัวเองได้ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ ไม่สอนให้เรารักลูกเก่งขึ้น หรือทำให้ลูกเก่งขึ้น แม้จะฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลยในการหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน แต่เมื่อค่อยๆ อ่าน ตัวอักษรแต่ละตัว ถ้อยคำแต่ละคำกลับทำให้เรานั่งลงข้าง ๆ ความรู้สึกบางอย่างที่เราไม่เคยยอมรับว่ามีอยู่จริง ความเหนื่อย ความโกรธ ความเสียใจที่ไร้คำอธิบาย และความกลัวที่จะกลายเป็นแม่แบบเดียวกับที่เราเคยร้องไห้ไม่อยากเป็นและไม่อยากเจอ
พี่แหม่มไม่ได้เขียนอะไรหวานอ่อนโยนในแบบที่ปลอบประโลม แต่เป็นความอ่อนโยนบนความจริงแบบที่ยอมฟังความรู้สึกทุกชนิดโดยไม่รีบเร่งให้จบ เพราะบางทีสิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่คำแนะนำ แต่คือใครสักคนที่กล้ารับฟังความเปราะบางในตัวเราด้วยความเคารพเราในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง และบอกเราว่าไม่เป็นไรหรอก ถ้าวันนี้ยังไม่อยากเข้มแข็ง ซึ่งก็น่าประหลาดใจว่า “ใครสักคน” ที่ว่านั่น สามารถอยู่กับเราในรูปแบบของตัวอักษร
และเพราะก่อนที่เราจะเลี้ยงใครให้เติบโต เราก็ต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่าเราเองก็ยังเติบโตไม่เสร็จ
และความเป็นมนุษย์ ‘มันก็เป็นเช่นนั้น’
‘มันก็เป็นเช่นนั้น’ คือ ประโยคที่เราได้ยิน พี่แหม่ม พูดอยู่บ่อยๆ
ผู้หญิงที่ไม่ยอมจำนนต่อกรอบ
ก่อนจะเป็นแม่ วีรพรคือผู้หญิง และเป็นผู้หญิงในแบบที่ไม่เคยยอมให้โลกนิยามผู้หญิงด้วยสูตรสำเร็จที่บังคับให้ต้อง “อดทน” หรือ “เสียสละ” พี่แหม่มเผยให้เห็นว่า ผู้หญิงก็มีสิทธิ์เลือกเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร มีสิทธิ์ผิดพลาด ล้มเหลว และยังคงรักตัวเองได้ไม่ว่าอยู่ในวัยไหน
โลกมักสร้างภาพของผู้หญิงว่าเป็นผู้ให้ที่ต้องไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เป็นดอกไม้ที่ต้องเบ่งบานอยู่เสมอ หรือเป็นแม่ที่ต้องยิ้มแม้ในวันที่ตัวเองกำลังแตกสลาย แต่พี่แหม่มทำลายภาพเหล่านั้นกลายเป็นเพียงภาพมายา ด้วยการเขียนถึงความเหนื่อย ความบอบบาง และความโกรธที่จริงแท้ พี่แหม่มทำให้เราเห็นว่า ผู้หญิงก็มีสิทธิจะ ‘ไม่ยิ้ม’ ‘ไม่อ่อนหวาน’ มีสิทธิจะปฏิเสธบทบาทที่ไม่ใช่ตัวเอง และสิทธิจะหยุดพักโดยไม่ต้องรู้สึกผิด
ในงานเขียนของพี่แหม่ม ความเป็นผู้หญิงไม่ได้ถูกทำให้สูงส่งเหนือจริง แต่ถูกทำให้จับต้องได้ ผู้หญิงที่หัวเราะเสียงดังเมื่อสุขใจ ร้องไห้เมื่อเจ็บปวด และยังคงลุกขึ้นมาเดินต่อแม้ในวันที่ไม่มีใครปรบมือให้ ความกล้าหาญของเธอไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ แต่อยู่ที่การยอมรับบาดแผลตัวเองโดยไม่ต้องซ่อน และทำให้เราเชื่อว่าความเป็นผู้หญิงที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการพยายามสมบูรณ์แบบ แต่จากการซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์กับตัวเอง
และนั่นเองที่ทำให้ผู้หญิงอย่างวีรพรไม่เพียงเขียนแทนตัวเอง แต่เขียนแทนผู้หญิงอีกนับไม่ถ้วน ที่ไม่เคยถูกอนุญาตให้เปล่งเสียงของตัวเอง
เมื่อตัวอักษรมองเห็นเราก่อนที่เราจะกล้ามองตัวเอง
เราทุกคนมีภาพของแม่อยู่ในหัว ไม่ว่าจะเป็นภาพที่เราอยากเป็น หรือภาพที่เราตั้งใจว่าจะไม่เป็นเหมือน แต่ไม่เคยมีใครบอกวิธีชัด ๆ ว่าจะทำอย่างไรเมื่อภาพเหล่านั้นค่อย ๆ พังลงทีละน้อย เพราะความจริงของชีวิตมันไม่ได้เดินตามแบบฝึกหัด ความเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องของสูตรสำเร็จ และบางวันเราก็เหนื่อยเกินกว่าจะหาคำตอบใด ๆ ให้ตัวเอง
ในหน้าหนังสือของพี่แหม่มไม่มีคำว่า “ควร” หรือ “ต้อง” แบบที่เราคุ้นเคยในหนังสือฮาว-ทูเล่มอื่นๆ เราได้เจอกับประโยคธรรมดา ๆ ที่ทำให้ความรู้สึกที่เคยเก็บซ่อนไว้ในใจนานเกินไป ค่อย ๆ โผล่หน้าขึ้นมา มันไม่ได้หนักแน่น แต่มันซื่อสัตย์ และมันค่อย ๆ ทำให้เรากล้าเรียกชื่อสิ่งเหล่านั้นออกมาทีละอย่าง
ความเสียใจที่ไม่เคยถูกพูดถึง
ความโกรธที่กลัวจะถูกตัดสิน
ความรักที่ไม่แน่ใจว่ามอบให้ลูกได้เต็มที่หรือเปล่า
การอ่านหนังสือของพี่แหม่มไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นทันที แต่ทำให้เราไม่ผลักไสความรู้สึกนั้นและไม่ต้องขอโทษใคร และนั่นต่างหาก ที่ทำให้เราค่อย ๆ มองเห็นตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ก่อนจะพยายามเป็นแม่ที่ดีในสายตาใคร
เพราะก่อนจะรักได้ดี เราอาจต้องกล้ายอมรับก่อนว่า บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่ารักอย่างไร และบางช่วงชีวิต มันไม่ใช่การขาดความรัก แต่เป็นความกลัวว่าจะทำให้มันผิดซ้ำต่างหาก
ในถ้อยคำของพี่แหม่ม เราไม่ได้รู้สึกถูกดึงขึ้นจากความเหนื่อย แต่เราถูกมองเห็น ขณะยังเหนื่อยอยู่
และนั่น…ก็เพียงพอสำหรับวันที่ไม่รู้จะเริ่มต้นใหม่จากตรงไหน
ความเป็นพ่อแม่ที่เต็มไปด้วยคำถาม ไม่ใช่คำตอบ
การเป็นแม่มักมาพร้อมคำถามที่ไม่มีใครตอบแทนได้ เราไม่แน่ใจว่าเรารักลูกพอหรือยัง เราไม่รู้ว่าความเงียบของเขากำลังบอกอะไร และเราก็ไม่แน่ใจว่าเรากำลังสื่อสารด้วยความรักหรือความกลัวที่ปลอมตัวมา
ในโลกที่พ่อแม่ควรเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ลูก เราเองกลับยังตามหา “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับตัวเองอยู่ด้วยเหมือนกัน
หนังสือของพี่แหม่ม โดยเฉพาะ “โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก” ไม่ได้ยื่นคำตอบให้ ว่าวิธีการเลี้ยงลูกให้เก่งและดีต้องทำยังไง แต่ทำให้เรารู้ว่า การมีคำถามอยู่ในใจไม่ได้แปลว่าเราเป็นแม่ที่แย่ มันหมายความว่าเรายังรู้สึก ยังคิด ยังพยายาม และยังมีชีวิตอยู่กับความสัมพันธ์นี้แบบไม่โกหกตัวเอง
เราชอบคิดว่าการเป็นพ่อแม่ต้องเข้าใจลูกเสมอ แต่ความจริงคือ เราก็แค่คนคนหนึ่งที่เติบโตมากับประสบการณ์ของตัวเอง ความกลัวของตัวเอง บางเรื่องเรายังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง และบางบาดแผล เราเองก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่
แล้วเราจะเข้าใจลูกทั้งหมดได้อย่างไร ถ้าเราเองยังเรียนรู้จะเข้าใจตัวเองอยู่ทุกวัน
บางวันอาจเป็นเพียงการนั่งอยู่ข้างกัน โดยไม่รีบสอน
บางวันอาจเป็นการขอโทษ โดยไม่ต้องอธิบาย
บางวันอาจไม่มีคำพูดเลยสักคำ แต่ยังอยู่ตรงนั้น
และในระหว่างทางที่เต็มไปด้วยคำถามนั้น
การพูดคุยกับลูกโดยไม่ละอายกับความไม่แน่ใจของเราในฐานะพ่อแม่
อาจเป็นบทสนทนาที่สัมผัสใจลูกได้มากที่สุดกว่าบทสนทนาไหน ๆ
โปรดโอบกอดมนุษย์แม่: ความเป็นพ่อแม่คือความสัมพันธ์ของมนุษย์ ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ให้เพียงฝ่ายเดียว
สิ่งที่หนังสือ ‘โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก’ พาเราไปเห็น ไม่ใช่แค่ความซับซ้อนของความเป็นแม่ แต่คือความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ และเมื่อคนสองคนที่ยังไม่เข้าใจตัวเองดีนัก ต้องมาอยู่ร่วมในความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุดอย่างแม่ลูก ความซับซ้อนนั้นก็ยิ่งทวีคูณ
ความเป็นแม่ไม่ใช่จุดหมายของใครคนหนึ่ง และไม่ใช่แค่บทบาทของการเสียสละ แต่คือบทเรียนของการเติบโตที่ไม่มีวันจบ เราไม่ได้เลี้ยงลูกในฐานะคนที่รู้ทั้งหมด แต่เลี้ยงด้วยความไม่รู้มากมายที่พยายามเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเขา
เราอาจคิดว่าเรากำลังดูแลลูก แต่จริง ๆ แล้ว ในทุก ๆ วัน เราก็กำลังดูแลบางอย่างในตัวเองที่เคยถูกทอดทิ้ง ความเป็นแม่จึงไม่ใช่เส้นตรง แต่มันคือการเดินไปด้วยกันระหว่างมนุษย์สองคน ที่ต่างก็มีบาดแผล มีคำถาม และมีวันที่อยากจะหนี แต่ก็ยังเลือกจะกลับมาอยู่ข้างกัน
สิ่งที่พี่แหม่มเขียนไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์นี้ง่ายขึ้นเลย
แต่ทำให้เราเรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจลูกทั้งหมด
แค่ไม่ละสายตาจากเขา
และเราไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ที่สมบูรณ์
แต่ต้องเป็นแม่ที่ยังอยู่ตรงนี้ แม้จะไม่แน่ใจอะไรเลยก็ตาม
เพราะในท้ายที่สุด การเติบโตไม่ได้เกิดจากความสมบูรณ์แบบ แต่มันเกิดจากความสัมพันธ์ที่มีใครบางคนยืนอยู่ข้างเรา แม้ในวันที่เราไม่ได้น่ารักนัก และนั่นอาจเป็นจุดร่วมเดียวกันของแม่กับลูก ที่ต่างคนต่างกำลังเรียนรู้จะเป็นมนุษย์ในแบบของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเหมือนใครเลย
Writer
มิรา เวฬุภาค
illustrator
Arunnoon
มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด