อิตาบาชิ : เมืองเล็กในโตเกียวที่มีพิพิธภัณฑ์เมืองที่อยากให้ประชาชนเห็นต้นฉบับของงานศิลปะ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจที่ส่งต่อให้อิตาบาชิกลายเป็น “เมืองหนังสือภาพ”
อิตาบาชิ : เมืองเล็กในโตเกียวที่มีพิพิธภัณฑ์เมืองที่อยากให้ประชาชนเห็นต้นฉบับของงานศิลปะ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจที่ส่งต่อให้อิตาบาชิกลายเป็น “เมืองหนังสือภาพ”
โตเกียวเป็นเมืองที่มีความเร็วเป็นจังหวะหลัก ทุกอย่างเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ ทั้งรถไฟ ผู้คน และกฎระเบียบที่ทำงานอย่างไร้รอยต่อ แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่อิตาบาชิ จังหวะนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเล็กน้อย ที่อิตาบาชิ ไม่มีจุดชมวิว ไม่มีย่านช้อปปิ้งหรือแหล่องท่องเที่ยวที่ใคร ๆ พูดถึง และไม่มีสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่อยู่ในคู่มือท่องเที่ยวทั่วไป แต่กลับมีสถานที่อย่างห้องสมุดหนังสือภาพในสวนสาธารณะเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจให้เป็น “แลนด์มาร์ก” ของเมืองเลยด้วยซ้ำ ทว่าภายในประตูกระจกที่นั่นเต็มไปด้วยหนังสือภาพจากทั่วโลก เตรียมรอรับผู้อ่านที่จะเข้ามาสัมผัสกับโลกใหม่ ๆ
อิตาบาชิคือเมืองที่เรื่องเล่าจากหลายวัฒนธรรมมาอยู่รวมกันในพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่นัก เราจะได้เห็นหนังสือภาษาอิตาเลียนอยู่ข้างหนังสือจากโคลอมเบีย หนังสือภาพจากเกาหลีอยู่ข้างหนังสือจากเดนมาร์ก ทั้งหมดวางตัวเท่าเทียมกันโดยไม่แบ่งแยกอายุ ภาษา หรือผู้ชม
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เมืองแห่งหนังสือภาพนี้ไม่ได้เกิดจากแผนพัฒนาใหญ่โต แต่เริ่มจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ของพิพิธภัณฑ์เมือง ที่อยากให้ผู้คนได้เห็นต้นฉบับรูปภาพจากต่างประเทศเพียงหนึ่งครั้ง และการลองครั้งนั้นไม่เพียงทำให้อิตาบาชิเกิดบทบาทใหม่ แต่ยังส่งผลย้อนกลับไปถึงโบโลญญา เมืองต้นกำเนิดของงานหนังสือเด็กระดับโลกอีกด้วย
อิตาบาชิจึงเป็นตัวอย่างของเมืองที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นอะไรทั้งนั้น แต่กลับกลายเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเห็นว่า ความหมายบางอย่างของการอ่าน ความช้า ความสนใจ ความเปิดใจต่อโลก ยังคงมีที่ยืนอยู่จริง หากมีใครสักคนเริ่มลงมือทำสิ่งเล็ก ๆ ให้ต่อเนื่องพอ
พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองที่อยากให้ประชาชนเห็นต้นฉบับของงานศิลปะ และจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจที่ส่งต่อให้อิตาบาชิกลายเป็น “เมืองหนังสือภาพ”
สิ่งที่ทำให้อิตาบาชิน่าสนใจไม่ใช่แค่การมีห้องสมุดหนังสือภาพที่งดงามเท่านั้น แต่คือความจริงที่ว่า เมืองนี้เป็นผู้ “ลงมือทำ” และการลงมือทำนั้นเองทำให้อิตาบาชิกลายเป็นต้นแบบวัฒนธรรมของโลกหนังสือเด็กในเอเชีย และตอกย้ำให้เมืองต้นทางอย่างโบโลญญาเห็นความสำคัญของนิทรรศการภาพประกอบอย่างชัดเจนขึ้นไปด้วยซ้ำ
ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ในยุคเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เมืองสร้างใหม่อย่างอิตาบาชิ มีความต้องการสร้าง “ความเป็นชุมชน” เพื่อรวมตัวผู้คนที่ย้ายมาจากหลากหลายเมืองเข้ามาอาศัยอยู่ เข้าด้วยกัน แน่นอนว่า “ศิลปะ” ถูกใช้เป็นสิ่งรวมตัวผู้คนได้ดี แต่จะเป็นศิลปะแบบใดกันเล่า
พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิตาบาชิมีความต้องการที่ค่อนข้างเรียบง่าย พวกเขาอยากให้คนในเมืองเข้าถึงศิลปะได้ง่ายๆ ทุกเพศทุกวัย ประกอบกับอยู่ใกล้โตเกียวที่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะใหญ่ๆ มากมายแล้ว อิตาบาชิจึงมุ่งความสนใจมาที่ “หนังสือภาพสำหรับเด็ก” การได้เห็นต้นฉบับภาพประกอบจากต่างประเทศจริง ๆ สักครั้งในชีวิต ไม่ใช่งานแสดงสเกลใหญ่ ไม่ใช่โครงการพิเศษระดับประเทศ เป็นเพียงความตั้งใจของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ไม่กี่คนที่เชื่อว่าเด็กและผู้ใหญ่ควรได้เข้าใกล้ศิลปะประเภทนี้มากขึ้น พวกเขาจึงติดต่อไปยัง Bologna Children’s Book Fair ขอความร่วมมือเพื่อยืม “ภาพวาดต้นฉบับ” มาจัดงานนิทรรศการที่อิตาบาชิ
ความสำเร็จเกิดขึ้นเร็วและชัดกว่าที่ทีมงานคาดคิดเอาไว้ ผู้คนแวะเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ครูในโรงเรียนบอกว่าภาพต้นฉบับทำให้พวกเขาเข้าใจศิลปะหนังสือเด็กในมิติที่หนังสือเล่มปกติให้ไม่ได้ นักเรียนศิลปะเข้ามาเรียนรู้เส้น สี เทคนิค ผู้ปกครองพาเด็ก ๆ กลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะรู้สึกว่านี่คือศิลปะที่พูดกับเด็กได้อย่างชัดเจนและซื่อตรงที่สุด นิทรรศการครั้งนั้นทำให้เมืองเห็นว่า “ผู้ชมพร้อมรับงานศิลปะจากหนังสือภาพ”
ความร่วมมือที่เริ่มจากคำขอเล็ก ๆ จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองเมือง เมืองหนึ่งเป็นศูนย์กลางสำนักพิมพ์เด็กระดับโลก อีกเมืองเป็นชุมชนเรียบง่ายทางตอนเหนือของโตเกียว ผู้คนจำนวนมากอาจคิดว่าบทบาทของเมืองเล็กต้องตามหลังเมืองใหญ่เสมอ แต่กรณีของอิตาบาชิกลับตรงกันข้าม เมืองนี้ไม่เพียงเป็นผู้ริเริ่มการนำงานศิลปะต้นฉบับมาให้สาธารณชนได้ชม แต่ยังผลักให้โบโลญญามองเห็นคุณค่าของการแบ่งปันงานศิลปะสู่สาธารณะมากขึ้นด้วย
เรื่องนี้อาจดูเล็กเมื่อเทียบกับโครงการวัฒนธรรมระดับนานาชาติ แต่เป็นเรื่องเล็กที่มีผลกระทบยาวไกล เพราะมันเป็นครั้งแรกที่อิตาบาชิ “มองเห็นตัวเอง” ในฐานะเมืองที่มีบทบาททางวัฒนธรรมที่ไม่จำกัดด้วยขนาดหรือชื่อเสียง เมืองไม่ได้ประกาศว่าจะเป็น “เมืองหนังสือภาพ” แต่ได้วางรากของมันลงในวันที่ตัดสินใจยืมภาพชุดแรกมาจัดนิทรรศการ และเลือกทำมันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
จากนิทรรศการครั้งเดียวสู่ตัวตนของเมือง
หลังจากนิทรรศการต้นฉบับครั้งแรกจบลง เมืองอิตาบาชิไม่ได้รีบสร้างแคมเปญใหม่หรือประกาศว่าอยากเป็นเมืองแห่งหนังสือภาพ ไม่มีคำขวัญ ไม่มีคณะทำงานเฉพาะกิจ มีเพียงข้อสังเกตง่าย ๆ ว่า “ผู้คนตอบรับศิลปะประเภทนี้อย่างจริงจัง” และข้อสังเกตนั้นเองที่ค่อย ๆ กลายเป็นทิศทางใหม่ของเมืองแบบไม่รู้ตัว
พิพิธภัณฑ์อิตาบาชิเริ่มจัดนิทรรศการจากโบโลญญาเป็นประจำทุกปี ไม่ใช่เพราะเป็นโครงการระดับโลก แต่เพราะเมืองเห็นว่ามันทำให้คนในชุมชนมารวมตัวกันด้วยเหตุผลที่ดี ครูพานักเรียนมาดูภาพวาดต้นฉบับ เด็กที่เคยเห็นหนังสือแต่ไม่เคยเห็นงานต้นทางได้เข้าใจว่าหนังสือภาพคือ “ศิลปะที่จับต้องได้” นักวาดรุ่นใหม่เริ่มรู้ว่ามีเวทีนานาชาติที่เปิดต้อนรับพวกเขาอยู่จริง
ในเวลาเดียวกัน เมืองก็มีโครงสร้างบางอย่างรองรับอยู่แล้ว โรงพิมพ์ท้องถิ่นจำนวนมากที่อยู่มานานหลายสิบปีจากยุคที่โตเกียวเติบโตแบบอุตสาหกรรม เมืองมี “ภาคการผลิต” ที่สามารถสนับสนุนการทำงานของนักวาดและศิลปะหนังสือภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผู้จัดพิมพ์และโรงพิมพ์ที่นี่รู้ดีว่าคุณภาพของงานกระดาษและการพิมพ์ส่งผลต่อศิลปะมากแค่ไหน หนังสือภาพจึงไม่ใช่เพียงสื่อสำหรับเด็ก แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดสูง และความละเอียดนั้นคือทักษะที่เมืองนี้มีต้นทุนเดิมอยู่แล้ว
ศิลปินญี่ปุ่นหลายคนเล่าว่าการได้เห็นนิทรรศการภาพวาดต้นฉบับที่อิตาบาชิในวัยเด็กเสมือนการเปิดประตูหนังสือเล่มแรกในชีวิต ศิลปินบางคนพบเทคนิคที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บางคนพบความเชื่อใหม่ว่าภาพสำหรับเด็กไม่จำเป็นต้อง “น่ารัก” เสมอไป แต่สามารถลึก ชวนครุ่นคิด จริงใจ และซื่อตรงต่อตัวเองได้ ศิลปินหลายคนจึงมีแรงบันดาลใจเริ่มต้นซึ่งไม่ใช่จากโรงเรียนศิลปะที่ไหน แต่จากนิทรรศการที่เมืองนี้ตั้งใจจัดเป็นเรื่อง “ปกติทุกปี”
การเติบโตทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากแผนแม่บทของเทศบาล หากเกิดจากการที่เมือง “รับรู้” ความหมายของสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำ แล้วตัดสินใจทำต่อเนื่องโดยไม่ขยายให้ใหญ่เกินตัว เมืองปล่อยให้บทบาทของตัวเองก่อตัวขึ้นผ่านผู้คน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชม ครู ศิลปิน โรงพิมพ์ จนวันหนึ่งความเคลื่อนไหวเล็ก ๆ เหล่านี้ประกอบกันกลายเป็นโครงสร้างวัฒนธรรมที่ชัดเจนโดยไม่ต้องประกาศว่าเป็นงานวัฒนธรรมใดเลย
นี่คือจุดที่อิตาบาชิเริ่มเปลี่ยนจากการเป็น “เมืองที่จัดนิทรรศการหนังสือภาพ” ไปเป็น “เมืองที่มีระบบนิเวศหนังสือภาพ” โดยปริยาย เมืองเริ่มไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับดูงาน แต่เป็นแหล่งเพาะแรงบันดาลใจ เป็นพื้นที่เรียนรู้ เป็นแหล่งผลิต และเป็นจุดเชื่อมของคนที่รักภาพประกอบหลายรุ่นและหลายสาขา
ห้องสมุดในสวน พื้นที่อ่านโลก ไม่ใช่แค่เก็บหนังสือ
ห้องสมุดกลางอิตาบาชิ มีพื้นที่ห้องสมุดสำหรับเด็ก ที่มีหนังสือภาพจากกว่า 100 ประเทศจัดวางในชั้นไม้เตี้ย ๆ ที่เด็กเอื้อมถึง ไม่ใช่การจัดโชว์เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อการใช้งานที่เหมาะกับผู้ใช้งานตัวเล็ก หนังสือภาษาอิตาลี อังกฤษ เกาหลี อาหรับ และภาษาที่คนส่วนใหญ่ในเมืองอาจไม่คุ้นเลยก็มีอยู่ในพื้นที่เดียวกับหนังสือภาษาญี่ปุ่นทั่วไป สิ่งนี้ทำให้การพบปะกับวัฒนธรรมอื่นไม่ต้องการการเตรียมตัวล่วงหน้า แค่เดินเข้ามาแล้วหยิบเล่มใดเล่มหนึ่งขึ้นมาก็เพียงพอ
การที่ห้องสมุดตั้งอยู่ริมสวนยิ่งขยายบทบาทของมันและเชิญชวนผู้คนมามากขึ้น ผู้คนเข้ามานั่งอ่านตอนบ่าย เด็กวิ่งไปมาระหว่างสนามหญ้ากับทางลาดกระจกของอาคาร พ่อแม่และผู้สูงอายุใช้พื้นที่เดียวกันแบบไม่ต้องมีการแบ่งแยกชัดเจน ภาพทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นภาพของ “กิจกรรมพิเศษ” แต่เป็นกิจวัตรที่เกิดขึ้นเพราะเมืองวางห้องสมุดไว้ในจังหวะชีวิตของคนจริง ๆ
ภายในห้องสมุดยังมีโซนเฉพาะที่สะท้อนความตั้งใจในการจัดระบบหนังสือเพื่อให้ “อ่านโลก” ได้ง่ายขึ้น ทั้งโซน Knowing the World ที่จัดหนังสือตามภูมิภาค โซน Picture Book Sets สำหรับผู้ที่อยากเห็นภาพเปรียบเทียบของศิลปินหลายประเทศ หนังสือเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะของสะสม แต่เป็นวัตถุดิบสำหรับความคิดของผู้ที่ได้เข้ามาเปิดอ่าน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้องสมุดไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมต่อกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะ โรงเรียนในพื้นที่ ร้านหนังสืออิสระ และผู้จัดพิมพ์อย่างเป็นธรรมชาติ การหมุนเวียนนี้ทำให้ห้องสมุดไม่ใช่เพียงสถานที่เก็บหนังสือ แต่เป็นจุดเชื่อมต่อของความคิดหลากหลายแบบที่เมืองใหญ่จำนวนมากพยายามสร้าง นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์อย่าง Chihiro Museum พิพิธภัณฑ์ที่เกิดจากความตั้งใจของครอบครัวและผู้ชื่นชอบงานของ Chihiro Iwasaki ศิลปินผู้วาดภาพเด็กในญี่ปุ่น หลังเธอเสียชีวิต แฟนผลงานและครอบครัวของ Chihiro Iwasaki ร่วมกัน “ระดมทุนเล็ก ๆ” เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาต้นฉบับ ภาพวาด และจิตวิญญาณของงานศิลปะสำหรับเด็กให้มีพื้นที่ถาวร พิพิธภัณฑ์นี้จึงเป็นอนุสรณ์ของทั้งศิลปิน และเป็นสัญลักษณ์ของพลังชุมชนที่เชื่อว่าเด็กควรได้โตมากับศิลปะที่ซื่อตรงต่อความงามของชีวิต
ข้างกันนั้น ยังมี Play Museum ที่ทำงานในฐานะพื้นที่นิทรรศการซึ่งหนึ่งในผู้ก่อตั้งเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ และให้ความสำคัญกับหนังสือภาพสำหรับเด็ก จึงทำให้มีนิทรรศการหมุนเวียนจากหนังสือภาพอยู่เสมอ ทั้งในรูปแบบที่จัดใน Play Museum และ “เคลื่อนย้าย” ไปยังเมืองอื่น ๆ การที่นิทรรศการเดินทางได้ ทำให้เด็กในเมืองต่างจังหวัดหรือเมืองเล็กมีโอกาสได้สัมผัสต้นฉบับงานดี ๆ ไม่แพ้คนในเมืองใหญ่ เครือข่ายแบบนี้ทำให้หนังสือภาพไม่ได้เป็นเพียงของสะสมในห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์ แต่กลายเป็นแขกประจำที่เดินทางไปหาผู้คนตามเมืองต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ในระดับ “หน้าร้าน” ร้านหนังสือจำนวนหนึ่งก็ช่วยทำให้โลกของหนังสือภาพเข้าใกล้ชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเช่นกัน ความละเอียดอ่อนกับการจัดวางบนชั้นหนังสือภาพไม่ได้เป็นแค่การเรียงปกให้สวยงาม แต่เป็นการเล่าเรื่องผ่านการจัดวาง เพื่อชวนให้คนหยิบหนังสือที่ตัวเองอาจมองผ่านไปในครั้งแรกขึ้นมาเปิดดู จนถึงขั้นที่สำนักพิมพ์อย่าง Bronze Publishing มองเห็นคุณค่าของคนทำงานเบื้องหลังนี้อย่างจริงจัง จนจัด “รางวัลสำหรับผู้จัด display หนังสือภาพ” พร้อมมอบโอกาสให้คนจัดชั้นหนังสือเหล่านั้นได้ไปพบปะพูดคุยกับนักเขียนและนักวาดโดยตรง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่แต่อย่างใด แต่เป็นการให้ความสำคัญกับคนที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านหนังสือ ซึ่งอาจเป็นคนที่ทำให้เด็กคนหนึ่งพบหนังสือเล่มสำคัญในชีวิตตัวเองโดยไม่รู้ตัว
เมื่อมองภาพรวม เราจะเห็นว่า ระบบนิเวศของหนังสือภาพในโตเกียวและเมืองรอบข้างไม่ได้มีเพียงห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หรือโรงพิมพ์ที่ทำงานของตัวเองแยกส่วนกัน แต่มีทั้งพิพิธภัณฑ์ภาคประชาชนอย่าง Chihiro Museum พื้นที่นิทรรศการร่วมสมัยอย่าง Play Museum ที่หมุนเวียนและเคลื่อนย้ายงานดี ๆ ไปตามเมืองต่าง ๆ และร้านหนังสือที่ให้ความสำคัญกับการจัดวางหนังสือในระดับรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการจัด display ทั้งหมดนี้ทำให้หนังสือภาพไม่ใช่เพียงวัตถุที่ถูกผลิตและจัดเก็บ แต่กลายเป็น “วัฒนธรรมที่มีชีวิต” ซึ่งเคลื่อนที่อยู่ระหว่างเมือง ผู้คน และสายตาของเด็กกับผู้ใหญ่ตลอดเวลา
งานพิมพ์ที่ขับเคลื่อนเมือง: โครงสร้างที่ทำให้หนังสือภาพเกิดขึ้นได้จริง
แม้ภาพวาดและความคิดสร้างสรรค์จะเป็นหน้าตาของหนังสือภาพ แต่สิ่งที่ทำให้หนังสือเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์อยู่ในกระบวนการพิมพ์และการผลิต อิตาบาชิเป็นหนึ่งในพื้นที่ของโตเกียวที่อุตสาหกรรมนี้อยู่ในรากวัฒนธรรมของเมือง โรงพิมพ์ทั้งเล็กและใหญ่ตั้งอยู่ในละแวกที่อยู่อาศัยมานานหลายสิบปี บางแห่งเริ่มต้นจากกิจการครอบครัวและขยายเติบโตพร้อมการเปลี่ยนแปลงของวงการสิ่งพิมพ์ญี่ปุ่น
ช่างผู้พิมพ์หนังสือในเมืองนี้รู้ดีว่าหนังสือภาพต้องการอะไรเป็นพิเศษ ตั้งแต่ชนิดของกระดาษที่แสดงความแตกต่างของผิวสัมผัสได้ ความแตกต่างระหว่างภาพวาดอะคริลิกกับภาพที่ใช้ดิจิทัล เทคนิคการไล่หมึกเพื่อให้เฉดสีไม่ดรอปลงระหว่างกระบวนการผลิต ไปจนถึงการเย็บเล่มแบบที่ทำให้หนังสือเปิดกว้างได้เต็มหน้าโดยไม่เสียความต่อเนื่องของภาพ รายละเอียดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะเป็นความต่างระหว่างหนังสือภาพที่แค่ “พิมพ์ออกมาได้” กับหนังสือภาพที่ “เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์”
การที่อิตาบาชิมีโรงพิมพ์จำนวนมาก ทำให้เมืองสามารถสร้างวงจรของการผลิตหนังสือภาพได้ เริ่มตั้งแต่ศิลปินที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนิทรรศการ ไปจนถึงผู้จัดพิมพ์ที่รู้ว่าควรพึ่งโรงพิมพ์ไหนสำหรับงานแบบใด ความใกล้ชิดเช่นนี้ทำให้การทดลองและปรับแก้เกิดขึ้นได้เร็วกว่าเมืองอื่น ศิลปินสามารถเดินไปคุยกับช่างได้ไม่ยากเย็นนัก
โรงพิมพ์บางแห่งไม่ได้มีบทบาทแค่ในเชิงการผลิต แต่เป็น “ผู้ร่วมงานเชิงความคิด” ของศิลปิน ช่างพิมพ์เข้าใจดีว่าอะไรคือเจตนาของศิลปิน และอะไรคือข้อจำกัดของกระบวนการ เมื่อทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันได้ เมืองก็กลายเป็นพื้นที่ที่พร้อมรองรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่มากขึ้นโดยอัตโนมัติ
สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า อิตาบาชิไม่ได้เป็นเมืองหนังสือภาพเพราะมีห้องสมุดใหญ่หรือมีนิทรรศการที่ดีเพียงอย่างเดียว หากเป็นเมืองที่มี “ระบบนิเวศพื้นฐาน” ที่ทำให้ศิลปะรูปแบบนี้ดำรงอยู่ได้อย่างยืนยาว ตั้งแต่ผู้ชม ศิลปิน ผู้จัดพิมพ์ ไปจนถึงผู้ผลิต ไม่มีส่วนใดขาดหาย ทุกส่วนต่อกันเป็นระบบที่ทำงานได้จริง
นั่นคือเหตุผลที่หลายเมืองอาจมีงานศิลปะดี ๆ แต่ไม่สามารถทำให้วัฒนธรรมนั้นหยั่งรากเป็นฐานทางวัฒนธรรมได้เท่าอิตาบาชิ เพราะการหยั่งรากไม่ได้เกิดจากการนำเสนอเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เมืองมีกลไกที่รองรับงานจริงและยังตั้งอยู่ในระยะที่จับต้องได้ของผู้คนในเมืองทุกวัน
เมืองที่ทำให้การเป็นศิลปินเป็นเรื่องเป็นไปได้ เพราะศิลปะอยู่ในระยะเอื้อมถึง
ศิลปินจำนวนมากเล่าว่าแรงบันดาลใจแรกไม่ได้มาจากครูผู้สอนหรือหนังสือทฤษฎีศิลปะ หากมาจากการได้ “เห็นของจริง” ใกล้ชิดพอที่จะรู้สึกว่าเขาเองก็มีสิทธิ์ทดลองบ้าง อิตาบาชิเป็นเมืองที่สร้างประสบการณ์แบบนั้นโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำประกาศศูนย์ศิลปะหรือโครงการบ่มเพาะผู้มีพรสวรรค์ใด ๆ สิ่งที่เมืองทำคือเปิดพื้นที่ให้ต้นฉบับงานดี ๆ อยู่ในชีวิตประจำวันของเด็กและผู้ใหญ่ในระยะที่แตะต้องได้จริง
นิทรรศการภาพต้นฉบับจากโบโลญญาที่จัดต่อเนื่องทุกปีทำให้เด็กคนหนึ่งสามารถเห็นผลงานของศิลปินชั้นนำจากโลกหลายทวีปได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล ความคุ้นเคยแบบนี้ต่างจากแรงบันดาลใจชั่วครั้งชั่วคราว เพราะมันเปลี่ยนมุมมองว่า “ศิลปะระดับโลก” ไม่ใช่อะไรที่อยู่ไกลเกินเอื้อม และไม่จำเป็นต้องตามหาในพิพิธภัณฑ์ใหญ่เสมอไป มันสามารถอยู่ใกล้สนามเด็กเล่น อยู่ข้างชั้นหนังสือ อยู่ในพื้นที่ที่พวกเขาเดินผ่านทุกวัน
ตัวอย่างที่ชัดคือ Taro Miura ซึ่งภายหลังกลายเป็นหนึ่งในศิลปินภาพประกอบร่วมสมัยที่มีงานตีพิมพ์ทั่วโลก เขาเล่าว่าครั้งแรกที่เห็นต้นฉบับจากโบโลญญาในอิตาบาชิ ทำให้เขาตระหนักว่างานหนังสือภาพไม่ใช่เพียงหนังสือสำหรับเด็ก แต่เป็นศิลปะที่มีพื้นที่กว้างพอที่จะทำให้คนรู้สึกจริงจังได้ การเติบโตทางอาชีพของเขาไม่ได้เกิดจากการไปเรียนต่างประเทศหรือเข้าร่วมเวิร์กช็อปพิเศษ แต่เริ่มจากการได้เห็นงานดี ๆ มากพอและถี่พอในวัยที่จินตนาการกำลังก่อตัว
เมืองที่มีศิลปะเข้าถึงง่ายจึงไม่ได้สร้างศิลปินด้วยการบอกให้ใครอยากเป็นศิลปิน แต่ทำให้คำว่า “เป็นไปได้” ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทีละนิด เมืองแบบนี้ทำให้ศิลปินไม่ได้เกิดขึ้น “เพราะเป็นอัจฉริยะ” แต่เกิดขึ้นเพราะพบแรงบันดาลใจในระยะเอื้อมถึง ได้เห็นงานจริง พูดคุยกับช่างพิมพ์จริง และค่อย ๆ รับรู้ว่างานศิลปะที่เขาชอบสามารถพัฒนาไปเป็นอาชีพได้
ในบริบทนี้ อิตาบาชิไม่ได้เป็นเมืองที่แค่ “ผลิตศิลปิน” แต่เป็นเมืองที่ไม่ขวางศิลปิน ทั้งในมิติของเนื้อหา พื้นที่ ความพร้อมของอุตสาหกรรม และการมีต้นแบบทางศิลปะให้มองเห็นอย่างต่อเนื่องเพียงพอ เมืองที่จัดการศิลปะให้อยู่ในชีวิตประจำวันแบบนี้ มักสร้างศิลปินจำนวนไม่น้อยที่เริ่มต้นเส้นทางของตัวเองได้ตั้งแต่อายุยังไม่มาก
และนี่คือความหมายของการที่เมืองหนึ่ง “ทำให้การเป็นศิลปินและศิลปะเป็นเรื่องเป็นไปได้” จริง ๆ ไม่ใช่ด้วยการสร้างคอร์ส ไม่ใช่ด้วยนโยบาย แต่ด้วยการทำให้ศิลปะไม่อยู่ไกลเกินไปสำหรับเด็กคนหนึ่งตั้งแต่แรกเริ่ม
เมื่อหนังสือภาพไม่ใช่งานสำหรับเด็ก แต่กลายเป็นวัฒนธรรมเมืองและเป็นของคนทุกคน
ในหลายประเทศ หนังสือภาพยังคงถูกมองเป็นสื่อสำหรับเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ภาษา หรือเป็นกิจกรรมที่ผู้ใหญ่ใช้เพื่อสอนเรื่องพื้นฐานบางอย่าง แต่ในอิตาบาชิ หนังสือภาพไม่ได้ถูกวางอยู่ในกลุ่มสื่อเพื่อการศึกษาเพียงอย่างเดียว มันกลายเป็น “วัฒนธรรมเมือง” ที่ผู้คนทุกวัยเข้าถึงและใช้งานในแบบของตัวเอง
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเมืองประกาศให้หนังสือภาพเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่เกิดจากวิธีที่ผู้คนใช้มันอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ห้องสมุดมีผู้สูงอายุมานั่งเลือกหนังสือภาพเพื่อกลับไปอ่านกับหลาน ผู้ปกครองใช้หนังสือภาพเป็นสื่อเปิดบทสนทนากับเด็กเกี่ยวกับอารมณ์ ความต่างของผู้คน หรือสถานการณ์ร่วมสมัย ครูในพื้นที่ใช้หนังสือภาพในการสอนศิลปะ สังคม และแม้แต่ทักษะการตั้งคำถาม นักศึกษามหาวิทยาลัยเข้ามาศึกษางานจากประเทศต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับ “ภาพ” “การมองเห็น” และ “กระบวนการคิด” ในบริบทวัฒนธรรมที่หลากหลาย
หนังสือภาพไม่ได้มีสถานะเป็นของเล่นหรือเครื่องมือพัฒนาเด็กอีกต่อไป แต่กลายเป็นสื่อที่เมืองใช้เพื่อเรียนรู้โลก ในระดับที่เทียบเท่ากับงานนิทรรศการ ภาพถ่าย สารคดี ความหลากหลายของภาษาและรูปแบบของภาพยังทำให้หนังสือภาพเป็นสื่อที่ข้ามพรมแดนได้ง่ายกว่าสื่ออื่น แม้คนอ่านจะไม่รู้ภาษานั้นเลยก็ตาม และการที่อิตาบาชิเลือกเก็บหนังสือจากกว่า 100 ประเทศไว้ในพื้นที่เดียวกัน ก็ทำให้แนวทางเช่นนั้นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ เมืองไม่ได้ใช้หนังสือภาพเพื่อสร้างความ “น่ารัก” ให้พื้นที่ แต่ใช้มันเพื่อสร้างความสามารถในการรับรู้ การอ่านภาพ การมองหาเจตนา การตั้งคำถาม และการตีความโลก หนังสือภาพจึงทำหน้าที่เป็นสื่อฝึกความคิดมากกว่าการเป็นสื่อเพื่อความบันเทิง ซึ่งทำให้เด็กที่เติบโตในเมืองนี้มีทักษะการมองโลกผ่านสายตาศิลปะตั้งแต่ยังเด็ก และผู้ใหญ่เองก็ยังคงใช้หนังสือภาพเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิดของตน
วัฒนธรรมประเภทนี้เกิดขึ้นได้เพราะหลายองค์ประกอบ ห้องสมุดที่เปิดให้คนทุกวัยใช้งาน พิพิธภัณฑ์ที่นำงานระดับโลกเข้ามาให้ชมอย่างเป็นประจำ โรงพิมพ์ที่ทำให้งานถูกผลิตออกมาในคุณภาพสูง และศิลปินท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นจากพื้นที่ตรงนี้ เมืองจึงไม่ได้มีเพียง “หนังสือภาพจำนวนมาก” แต่มีเงื่อนไขที่ทำให้หนังสือภาพเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง
เมื่อสื่อหนึ่งสื่อถูกใช้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง มันก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมของเมืองโดยอัตโนมัติ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้หนังสือภาพในอิตาบาชิไม่ได้เป็นเพียง “ประเภท” ของหนังสือสำหรับเด็ก หรือสื่อสำหรับพ่อแม่และครอบครัว แต่เป็นภาษาหนึ่งของเมือง ภาษาที่คนทุกวัยอ่านได้ และภาษาที่บอกได้ว่าชุมชนนี้ให้ความสำคัญกับวิธีมองโลกมากพอที่จะสร้างพื้นที่ให้มันอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันเสมอ
เมืองที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องประกาศตัวเอง
เมื่อมองอิตาบาชิในวันนี้ เราอาจเข้าใจผิดได้ง่ายว่าเมืองตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อกลายเป็นเมืองหนังสือภาพ เพราะมีทุกอย่างรองรับอย่างครบวงจร แต่ความจริงคือ เมืองไม่ได้เริ่มต้นจากความคิดใหญ่โตเหล่านั้นเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการตัดสินใจธรรมดาของคนหลายคนในหลายโอกาส และพวกเขาเหล่านั้นอาจะไม่ได้รู้ล่วงหน้าเลยว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เมืองกลายเป็นเมืองหนังสือภาพ
เมืองไม่ได้ประกาศวิสัยทัศน์ว่าจะเป็นศูนย์กลางหนังสือภาพ ไม่ได้วางแผนแม่บทเพื่อสร้างย่านศิลปะ และไม่ได้ทำแคมเปญเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรม สิ่งที่เมืองทำมีเพียงการมองเห็นว่าอะไรมีคุณค่ากับผู้คน แล้วเลือกทำสิ่งนั้นซ้ำจนมันเริ่มมีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเมืองไปทีละชั้น
นิทรรศการจากโบโลญญาที่จัดเป็นประจำทุกปีไม่ได้เป็นกิจกรรมใหญ่ แต่สร้างจังหวะให้ผู้คนรอคอย ห้องสมุดหนังสือภาพไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้เด็กและผู้ใหญ่ในเมืองเปิดรับโลกกว้างขึ้น โรงพิมพ์ไม่ได้ตั้งใจเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะร่วมสมัย แต่ความชำนาญของพวกเขาทำให้หนังสือภาพในเมืองนี้มีคุณภาพสูงพอจะสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่
ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้เมือง “กลายเป็นภาพชัดเจน” โดยไม่ต้องประกาศว่ากำลังทำอะไรอยู่ เหมือนภาพวาดที่ค่อย ๆ เติมเส้นลงไปทีละเส้นจนมองเห็นรูปร่างในวันหนึ่ง
อิตาบาชิไม่ได้พยายามสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเอง แต่มันค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากสิ่งที่เมืองทำอย่างสม่ำเสมอ เมืองจึงไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยาน แต่ด้วยความชัดเจนที่เกิดจากการลงมือทำสิ่งที่เหมาะสมกับเมืองนั้นจริง ๆ
และนั่นทำให้เมืองนี้ต่างจากเมืองจำนวนมากที่พยายามสร้างอัตลักษณ์ด้วยการประกาศเรื่องราว ในอิตาบาชิ ความหมายของเมืองเกิดขึ้นผ่านการใช้งาน ไม่ใช่การตั้งชื่อ ผ่านสิ่งที่ผู้คนทำ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดจากภายนอก และเมื่อมองย้อนกลับไป เราเห็นเส้นทางหนึ่งที่ดำเนินไปอย่างมั่นคง เส้นทางที่เริ่มจากต้นฉบับภาพประกอบชุดหนึ่ง และค่อย ๆ กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้คนทั้งเมือง
เมืองที่บอกเราว่าสิ่งเล็ก ๆ อาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ได้เสมอ
เมืองไม่ได้ตั้งใจให้เหตุการณ์เหล่านี้กลายเป็นภาพจำ แต่มันเกิดขึ้นเพราะเงื่อนไขที่เมืองวางไว้ทำงานได้จริง ภาพดี ๆ อยู่ในระยะที่เอื้อมถึง ห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของสวน ผู้คนใช้พื้นที่ร่วมกันโดยไม่ต้องมีป้ายบอกว่าทำอย่างไรถึงจะ “ใช้งานได้ถูกต้อง” สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นตามตรรกะของเมืองที่มองเห็นคุณค่าของการอ่านภาพในระดับที่ลึกกว่าการเป็นกิจกรรมสำหรับเด็ก
ภาพสะท้อนเหล่านี้อาจไม่ใช่คำอธิบายชัดเจนว่าอิตาบาชิกลายเป็นเมืองหนังสือภาพได้อย่างไร แต่ช่วยให้เราเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของเมืองหนึ่งไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่หรือการประกาศนโยบายใหม่เสมอไป เมืองเพียงต้องรู้ว่าควรให้พื้นที่แบบไหนกับสิ่งที่มีความหมาย และพร้อมจะทำให้มันอยู่ได้ยาวนานพอ
อิตาบาชิเลือกจะให้พื้นที่แก่หนังสือภาพ สื่อที่ดูเล็ก เรียบง่าย และอาจไม่ใช่อุตสาหกรรมใหญ่ในเชิงเศรษฐกิจ แต่กลับเป็นสื่อที่ทำให้ผู้คนเรียนรู้โลกผ่านสายตาของคนอื่นได้โดยตรง เมืองที่ให้ความสำคัญกับการมอง ความคิด และความตั้งใจแบบนี้มักจะเติบโตในทิศทางที่มีความหมายมากกว่าตัวเลขหรือสถิติ
บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่อิตาบาชิบอกเราโดยไม่ต้องตั้งใจ ว่าเมืองหนึ่งจะมีตัวตนแบบไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เมืองนั้นเลือกจะมองเห็นและเลือกจะเก็บไว้กับตัวให้นานพอ
Writer
Admin Mappa
illustrator
Arunnoon
มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด