เรารักความสงบ แต่ไม่เคยเข้าใจสันติ : เพราะเรายังเห็นต่าง ด้วยวิธีที่ทำลายกันอยู่เสมอ
เรารักความสงบ แต่ไม่เคยเข้าใจสันติ : เพราะเรายังเห็นต่าง ด้วยวิธีที่ทำลายกันอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความเห็นต่างในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศิลปิน หรือความเชื่อ เรามักเห็นภาพเดิมซ้ำ ๆ เสียงในโลกออนไลน์พุ่งขึ้นแรงและเร็วเหมือนประเทศนี้ไม่มีพื้นที่ตรงกลาง เรารีบด่าก่อนคิด ตัดสินก่อนฟัง และเชื่อว่า “การเห็นต่าง” คือการเลือกข้าง และเมื่อใดที่ความเห็นไม่ตรงกับเรา มันถูกแปลทันทีว่าเป็นการหักหน้า การไม่รัก หรือการไม่อยู่ฝ่ายเดียวกัน เราโกรธกันอย่างง่ายดาย เพราะไม่มีใครเคยสอนเราว่าความไม่เห็นด้วยไม่จำเป็นต้องแปลว่า “เป็นศัตรู”
นั่นอาจจะเป็นเพราะเราถูกฝึกให้กลัวความขัดแย้งตั้งแต่เด็ก ระบบการศึกษาและวัฒนธรรมครอบครัวไทยไม่เคยสร้างพื้นที่ให้เด็กเรียนรู้จะเถียงกัน ในห้องเรียน ครูถูกต้องเสมอ ในบ้าน เด็กดีคือเด็กที่เชื่อฟัง และในที่ทำงาน การตั้งคำถามคือการไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เราเลยโตมาในสังคมที่นิ่งเป็นบ่อเกิดของแรงอัดอั้น ยิ่งเงียบมากเท่าไร เมื่อเสียงปะทุขึ้น มันจึงรุนแรงและทำลายมากเท่านั้น
เมื่อโซเชียลมีเดียเข้ามา เสียงที่เคยถูกกดไว้ทั้งหมดเหมือนได้รับอิสระกะทันหัน เราเริ่มมีพื้นที่พูด แต่ไม่มีใครเคยสอนเราว่าจะพูดยังไง เสียงที่สะสมมานานจึงหลั่งออกมาทีเดียว ทั้งจากฝ่ายที่เคยเงียบและฝ่ายที่เคยถูกทำให้เงียบ โลกออนไลน์ซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยน กลับกลายเป็นสนามระบาย ความเร็วของระบบทำให้เราคิดน้อยลง และตัดสินเร็วขึ้น เราไม่ได้ใช้มันเพื่อเข้าใจ แต่ใช้มันเพื่อปลดปล่อย เราพิมพ์ก่อนรู้ตัว โกรธก่อนรู้เหตุผล และด่าคนที่เราไม่เห็นด้วยด้วยความเร็วที่แทบจะเท่ากับความคิด เราเชื่อว่าการพูดคืออิสรภาพ แต่ลืมไปว่าอิสรภาพต้องมาพร้อมกับสติที่จะใช้มันด้วย
เรามักเข้าใจคำว่า “สงบ” ผิด เราคิดว่ามันหมายถึงการไม่มีเสียง ไม่มีปัญหา ไม่มีความเห็นต่าง ทั้งที่จริง “ความสงบ” แบบนั้นคือกลไกของการควบคุมมากกว่าความเข้าใจ เราไม่เคยถูกฝึกให้เผชิญกับความขัดแย้งโดยไม่ต้องหาผู้ชนะ สังคมไทยจึงมีเพียงสองโหมด “เงียบ” หรือ “ระเบิด” เพราะเรายังไม่คุ้นกับการพูดคุยที่มุ่งไปสู่การอยู่ร่วมกับความต่าง มากกว่าการเอาชนะกันด้วยเสียง
ความนิ่งของสังคมไทยจึงไม่ใช่ความสงบที่มาจากการยอมรับ หากเป็นความเงียบที่เกิดจากความกลัวจะต้องเผชิญกับความต่าง เราเก็บงำความไม่พอใจไว้ใต้รอยยิ้ม อดทนไว้ใต้คำว่า “ไม่เป็นไร” แล้วเรียกมันว่าการอยู่ร่วมกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง เราแค่ยืนอยู่ข้างกัน โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
เราอาจไม่ได้ขาดคนเก่ง หรือคนดี
แต่มันขาด “ทักษะของการฟังโดยไม่รีบตัดสิน”
เรายังไม่เข้าใจว่า ความสงบที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการเงียบพร้อมกัน
แต่จากการพูดกันโดยไม่ทำลายกันและกัน
ความสงบแบบเดียวที่เรารู้จัก คือการทำให้เสียงของคนอื่นเงียบ
เราชอบพูดกันว่า “คนไทยรักความสงบ” ประโยคนี้ถูกใช้ซ้ำมาหลายสิบปีจนกลายเป็นคำอธิบายประจำชาติ แต่ถ้ามองลึกลงไป ความสงบที่เรารู้จักจริง ๆ อาจไม่ได้เกิดจากความเข้าใจ หากเกิดจากการฝึกให้เงียบ เราถูกสอนว่าคนที่พูดเสียงดังคือคนก้าวร้าว คนที่ตั้งคำถามคือคนหาเรื่อง และคนที่เห็นต่างคือคนไม่รู้จักที่ทางของตัวเอง ระบบคุณค่าที่ให้รางวัลกับความเชื่อฟังทำให้เราเชื่อว่าการนิ่งคือมารยาท ทั้งที่จริงมันคือการเอาตัวรอด
สังคมไทยจึงมีภาพลักษณ์ของความสงบที่บอบบาง เพราะมันตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าทุกคนต้อง “นิ่งให้เท่ากัน” ไม่ใช่ “เข้าใจกันให้มากขึ้น” การอยู่ร่วมกันในความเงียบอาจดูเรียบร้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าเรารับฟังกันจริง ๆ บ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน ต่างเป็นสถานที่ที่ฝึกให้เรารู้ว่าเมื่อใดควรพูด และเมื่อใดควรนิ่ง แต่ไม่มีที่ใดสอนว่าเราจะพูดยังไงโดยไม่ทำร้ายใคร
ความเงียบที่ยาวนาน ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น มันเพียงทำให้เราคุ้นชินกับการไม่ฟังกันเท่านั้น เมื่อไม่มีใครพูด ความเข้าใจจึงไม่เกิดขึ้นจริง เราอยู่ร่วมกันด้วยความเกรงใจ มากกว่าความเข้าใจ และเมื่อเสียงที่ถูกกลืนไว้เหล่านั้นเริ่มดังขึ้น เรากลับตกใจ เหมือนคนไม่เคยรู้ว่าความเห็นต่างคือส่วนหนึ่งของชีวิต เราจึงมักพยายามทำให้มันเงียบลงอีกครั้ง แทนที่จะเรียนรู้จะอยู่กับมันอย่างไม่ต้องกลัว
ความสงบที่เรารู้จักอาจเป็นเพียงภาพลวงตา
เพราะในความเงียบที่ดูสุภาพนั้น
เต็มไปด้วยเสียงที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้พูด
โรงเรียนที่สั่งสอนทุกอย่าง ยกเว้นศิลปะแห่งการขัดแย้ง
ในห้องเรียนของเรา ความเงียบคือรางวัล ความเรียบร้อยคือคุณธรรม และการเชื่อฟังคือเครื่องหมายของเด็กดี เราปลูกฝังให้เด็กนั่งตรง ฟังเงียบ และจดตาม มากกว่าพูด คิด หรือถาม เพราะเราเชื่อว่าห้องเรียนที่ดีคือห้องที่ “ไม่มีปัญหา” ทั้งที่แท้จริงแล้ว ห้องเรียนที่ไม่มีเสียงอาจไม่ได้แปลว่ามีการเรียนรู้ แต่อาจแปลว่าเด็กทุกคนกำลังพยายามอยู่รอดในระบบที่ไม่เปิดให้ถามอะไรเลย
เราสอนเด็กให้จำ มากกว่าคิดให้เป็น เราให้รางวัลกับคนที่ตอบถูก มากกว่าคนที่กล้าถามต่าง และเราสับสนระหว่าง “ความสงบ” กับ “การเข้าใจ” จนลืมไปว่าเสียงของความสงสัยคือรากของการเรียนรู้ ครูจำนวนมากอยากให้ห้องเรียนราบรื่น แต่ในความราบรื่นนั้น มักซ่อนการยอมจำนนเงียบ ๆ ของเด็กที่อยากพูดแต่รู้ว่าพูดไปก็ไม่มีใครฟัง
ในสนามเด็กเล่น เราไม่เคยปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้จะทะเลาะกันอย่างยุติธรรม เรารีบห้าม เราแยกเด็กออกจากกัน และเราบอกว่า “อย่าทะเลาะกันเลย เป็นเพื่อนกันสิ” ทั้งที่การทะเลาะกันต่างหากคือห้องทดลองเล็ก ๆ ที่เด็กได้ฝึกจะรับฟังคนอื่นโดยไม่ต้องเห็นด้วย ได้เรียนรู้ว่าอารมณ์กับเหตุผลอยู่คนละที่ และได้เข้าใจว่าความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องจบลงเพราะความขัดแย้ง
เด็กที่ไม่เคยได้ฝึกทะเลาะอย่างมีศิลปะ จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ทะเลาะกันด้วยบาดแผล เพราะเมื่อไม่รู้จะคุยกันอย่างไร เราก็เหลือแค่เงียบ หรือไม่ก็ระเบิด เราจึงได้สังคมที่สวยเรียบในห้องเรียน แต่ร้าวลึกเมื่อออกไปเจอโลกจริง
โรงเรียนของเรามีคำตอบสำหรับทุกวิชา ยกเว้นวิชาที่สอนให้เข้าใจตัวเองและคนอื่น เราเรียนคณิตเพื่อแก้โจทย์ แต่ไม่เคยเรียนวิธี “อยู่กับความเห็นที่ไม่ตรงกัน” เราเรียนประวัติศาสตร์เพื่อรู้ว่าใครถูกใครผิด แต่ไม่เคยเรียนรู้จะอยู่กับเรื่องเล่าที่แตกต่างโดยไม่ต้องลบล้างอีกฝ่าย เราเลยเติบโตมาในโลกที่ต้องเลือกฝั่งเสมอ ขาวหรือดำ ถูกหรือผิด รักหรือเกลียด ไม่มีพื้นที่สีเทาที่ปลอดภัยพอให้เราคิด
เราใช้เวลาสิบกว่าปีในระบบการศึกษาที่สอนให้เชื่อในคำตอบของคนอื่น แต่ไม่เคยให้เวลาสักชั่วโมงในการเรียนรู้ว่าความเห็นต่างไม่จำเป็นต้องมีคนแพ้ ความเงียบที่ดูสงบในห้องเรียน คือจุดเริ่มต้นของสังคมที่ฟังกันไม่เป็น และเมื่อเสียงแรกเริ่มดังขึ้น เราจึงตอบมันด้วยความกลัว แทนที่จะตอบด้วยความเข้าใจ
และเมื่อเราออกจากโรงเรียนไป เราพกพานิสัยแบบเดียวกันเข้าสู่สังคม
เราฟังกันเหมือนรอฟังคำตอบ ไม่ใช่เพื่อจะเข้าใจอีกฝ่าย
เราเงียบไว้เพื่อความปลอดภัย มากกว่าความสันติ
สุดท้าย โรงเรียนที่อยากให้เด็กเป็นคนดี อาจกำลังสร้างผู้ใหญ่ที่เกรงใจจนไม่กล้าพูดความจริง
และนั่นอาจเป็นรากของความเงียบที่งอกงามจนกลายเป็นวัฒนธรรม
วัฒนธรรมที่เรียกการกลืนเสียงของกันและกันว่า “การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข”
เราต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว และเด็ก ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
เด็กยุคนี้ไม่ได้เติบโตในบ้านที่มีแค่เสียงของพ่อแม่อีกต่อไป
พวกเขาโตมากับหน้าจอที่เปิดประตูสู่โลกทั้งใบ โลกที่ทุกคนพูดพร้อมกัน และไม่มีใครเป็นเจ้าของความจริงแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่ผู้ใหญ่ยังยึดกับวิธีเดิม สั่ง สอน และคาดหวังให้เชื่อ เด็กยุคใหม่กลับมองว่า “การถามกลับ” คือส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจ ไม่ใช่การไม่เคารพ
โลกของเด็กหมุนเร็วกว่าระบบที่เลี้ยงพวกเขาเสมอ
ข่าวสารแล่นผ่านมือในเวลาไม่กี่วินาที พวกเขาเห็นความอยุติธรรมในอีกซีกโลก รู้เท่าทันคำพูดของผู้ใหญ่ผ่านโพสต์เดียวบนอินเทอร์เน็ต และเรียนรู้ว่าความจริงมีมากกว่าหนึ่งแบบ และเมื่อระบบเก่ายังพยายามทำให้เงียบ เสียงของพวกเขาจึงยิ่งดังขึ้น เพราะในยุคที่การนิ่งหมายถึงการหายไป การพูดคือวิธีเดียวที่จะยืนยันว่าตัวตนยังมีอยู่
โซเชียลมีเดียทำให้ทุกเสียงดังขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ใครฟังกันมากขึ้น ในโลกที่ทุกคนรีบพูด รีบแสดงจุดยืน รีบปกป้องตัวเอง เสียงของเด็กจึงมักถูกตีความว่า “ก้าวร้าว” ทั้งที่จริง มันคือเสียงของคนรุ่นใหม่ที่กำลังพยายามหาภาษาใหม่ของการอยู่ร่วมกัน ภาษาแบบที่ไม่ต้องยอมจำนนเพื่อเรียกความสงบ
และในวันที่เราบ่นว่าพวกเขาเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน
บางทีคำถามอาจไม่ใช่ว่า “ทำไมเด็กยุคนี้ถึงไม่เหมือนเรา”
แต่อาจเป็นว่า “เรายังจะใช้วิธีเดิม ๆ เพื่อรับมือกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมหรือเปล่า”
เราถูกสอนให้รักความสงบ แต่ไม่เคยถูกสอนให้อยู่กับความขัดแย้ง
เราอาจภูมิใจว่าเป็นชาติที่รักสงบ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป ความสงบของเรามักตั้งอยู่บนเงื่อนไขของการไม่พูด เราเชื่อว่าการไม่ขัดคือการรักษาความสัมพันธ์ และการนิ่งคือการมีมารยาท ทั้งที่ความเงียบที่ไม่มาพร้อมความเข้าใจ ไม่ได้สร้างสันติ แต่วางรากให้กับความรุนแรงที่มองไม่เห็น
ในสังคมที่ความเห็นต่างถูกมองว่าเป็นภัย เสียงทุกเสียงจึงต้องผ่านการกรอง ก่อนจะพูดเราต้องคิดก่อนเสมอว่า “จะกระทบใครไหม” มากกว่าคิดว่า “มันจริงไหม” ความสัมพันธ์จึงกลายเป็นเครื่องมือคุมความคิด ไม่ใช่พื้นที่ให้มันเติบโต เราเลยมีผู้คนที่ยิ้มเก่งแต่ไม่กล้าเผชิญหน้า พูดสุภาพแต่ไม่เคยพูดตรง และสุดท้าย ความสุภาพนั้นเองที่กลายเป็นกำแพงกั้นความเข้าใจ
และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราถูกสอนให้รักความสงบ แต่ไม่เคยถูกสอนให้อยู่กับความขัดแย้งและเห็นต่าง
หนึ่ง: ความเห็นต่าง = การหักหน้า
เราถูกสอนให้กลัวการเสียหน้า มากกว่ากลัวการเสียความจริง ในวัฒนธรรมที่ศักดิ์ศรีสำคัญกว่าการยอมรับความผิด การเถียงจึงไม่ใช่การแลกเปลี่ยน แต่คือการต่อสู้เพื่อคง “ความถูกของฉัน” เอาไว้ เมื่อใครพูดไม่เหมือนกัน เสียงนั้นไม่ถูกฟังในฐานะ “ความเห็น” แต่มักถูกมองว่าเป็นการท้าทายตัวตน เราจึงไม่ถกเพื่อเข้าใจ แต่เถียงเพื่อป้องกันตัว
เราไม่เคยถูกฝึกให้แยก “ความคิด” ออกจาก “ความเป็นฉัน”
เราจึงรู้สึกเหมือนถูกทำร้ายทุกครั้งที่มีใครเห็นต่าง
การปกป้องความคิดเลยกลายเป็นการปกป้องศักดิ์ศรี
แม้บางครั้ง ศักดิ์ศรีนั้นจะยืนอยู่บนความไม่จริงก็ตาม
สอง: ความเงียบ = การเอาตัวรอด
ความเงียบในประเทศนี้ไม่ใช่คุณธรรม แต่มันคือสัญชาตญาณเอาตัวรอด
เราถูกฝึกให้รู้จังหวะว่าจะพูดเมื่อไร พูดกับใครได้ และพูดได้แค่ไหน
เมื่อพูดแล้วเจ็บ พูดแล้วถูกลงโทษ เราจึงเลือกเงียบ และเมื่อเงียบจนชิน เราเริ่มเชื่อว่าความเงียบคือทางรอด คนจำนวนมากในประเทศนี้จึงอยู่รอดได้ด้วยการไม่พูด แต่ความเงียบที่เกิดจากความกลัว ไม่เคยสร้างสังคมที่ปลอดภัย มันสร้างเพียงสังคมที่ไม่กล้าพูดความจริง
สาม :ความโกรธ = ทางเดียวที่เหลือ
เมื่อไม่มีใครรับฟัง เสียงที่อัดแน่นมานานก็กลายเป็นแรงปะทุ ความรุนแรงจำนวนมากในโลกออนไลน์ไม่ได้เกิดจากความเกลียด แต่จากความพยายามจะพูดของคนที่ไม่เคยได้พูด ความโกรธจึงกลายเป็นภาษาของคนที่หมดสิทธิ์ใช้เหตุผล
สี่ : เราไม่แยกคนออกจากตำแหน่ง
ในวัฒนธรรมลำดับชั้นของเรา การตั้งคำถามกับ “หัวหน้า” “ครู” หรือ “ผู้ใหญ่” มักถูกมองว่าเป็นการลบหลู่ ทั้งที่จริง “ตำแหน่ง” ควรถูกตั้งคำถามได้ แต่ “คน” ควรได้รับความเคารพเสมอ เราจึงมีแต่การไม่พูด แต่ก็ไม่เชื่อด้วยเช่นกัน เราฟังอย่างจำใจ ยอมอย่างไม่มีศรัทธา และเรียกสิ่งนั้นว่า “ความเคารพ”
ห้า : เราเข้าใจว่าความเห็นต่าง = ความแตกแยก
ในประเทศที่ให้ค่ากับความสงบมากกว่าความยุติธรรม ความขัดแย้งจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ทั้งที่แท้จริงมันคือกระบวนการธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน การไม่มีพื้นที่สำหรับความต่าง ทำให้เรามีแต่ทางเลือกเพียงสองทาง “เงียบ” หรือ “ระเบิด” ไม่มีทางที่สามคือ “การพูดกันอย่างเคารพ”
หก : เราไม่เคยถูกสอนให้จัดการความโกรธอย่างมีเหตุผล
เราเรียนคณิต วิทย์ อังกฤษ แต่ไม่มีใครบอกว่าจะทำอย่างไรเมื่อรู้สึกไม่พอใจ ความโกรธจึงมักพุ่งไปที่ตัวคน แทนที่จะมุ่งไปที่ปัญหา เราใช้มันเพื่อปกป้องศักดิ์ศรี มากกว่าการใช้เหตุผลเพื่อปกป้องความจริง
เจ็ด : เราไม่เคยถูกยืนยันว่าเรามีสิทธิ์จะไม่เห็นด้วย
เด็กที่ตั้งคำถามมักถูกสอนว่า “อย่าเถียง” ทั้งที่ในสังคมที่แข็งแรง การโต้แย้งคือการเรียนรู้จะคิดอย่างมีเหตุผล แต่เราถูกฝึกให้เชื่อฟังมากกว่าจะคิด เมื่อเติบโตขึ้น เราจึงไม่รู้ว่าการไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิ์พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การทรยศต่อใคร
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจาก “นิสัยคนไทย” แต่มาจากโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เคยเปิดให้เราอยู่กับความต่างอย่างปลอดภัย เราสับสนระหว่างการอยู่ร่วมกับการยอมจำนน และเรียกการยอมจำนนนั้นว่า “สันติ” ทั้งที่จริงแล้ว มันเป็นเพียง “ความเงียบที่กำลังสะสมแรงระเบิด” อยู่ใต้ผิวของสังคม
และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศที่ดูสงบ จึงไม่เคยได้ยินเสียงของกันและกันเลยจริง ๆ
รับฟังความเห็นต่าง โดยไม่ต้องมีบทสรุปไปที่ความเกลียดชัง
เราอาจไม่สามารถทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้ และบางทีเราไม่ควรพยายามด้วยซ้ำ เพราะโลกที่เราอยู่ตอนนี้ซับซ้อนเกินกว่าคำตอบเดียวจะอธิบายได้ทั้งหมด ความเห็นต่างจึงไม่ใช่ปัญหาของสังคมที่โตแล้ว แต่มันคือเงื่อนไขของการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนทุกนาที
สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่ “ความเห็นที่ถูกต้อง” แต่คือ “ท่าทีที่ถูกต้อง” ต่อความเห็นที่ไม่ตรงกัน เราต้องยอมรับว่าในทุกบทสนทนา มีมากกว่าหนึ่งความจริงเสมอ การยืนยันความคิดของตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่มันไม่บดบังสิทธิของอีกฝ่ายที่จะพูดเช่นกัน
ในทุกที่ บ้าน ที่ทำงาน หรือสังคม เราต่างต้องเรียนรู้การพูดโดยไม่พยายามเอาชนะ และฟังโดยไม่รีบตัดสิน สันติไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทุกคนเงียบ แต่มันเกิดขึ้นเมื่อเรายังเลือกจะฟัง แม้จะไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม เราอาจต้องเปลี่ยนจากวัฒนธรรม “อย่าเถียง” เป็น “ลองเข้าใจ” จาก “เกรงใจ” เป็น “เคารพ” จาก “ยอม” เป็น “ฟัง” เพราะบางทีความเข้าใจไม่ได้เกิดจากการพูดมากขึ้น แต่มาจากการฟังให้มากขึ้น
สิ่งเหล่านี้อาจฟังดูเล็กในระดับชีวิตประจำวัน แต่ในระดับสังคม มันคือทักษะเดียวที่จะตัดวงจรความรุนแรงซ้ำซ้อนได้ เพราะทุกความรุนแรงเริ่มต้นจากความพยายามจะพูด โดยไม่มีใครฟัง
ถ้าเรายังอยากเห็นสังคมที่สงบจริง ไม่ใช่แค่เงียบ เราอาจต้องเริ่มจากการยอมรับว่าทุกคนมีเหตุผลในแบบของตัวเอง และการเข้าใจไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ แต่มันคือการยืนยันว่า เรายังเห็นคุณค่าของกันและกันอยู่ แม้จะไม่เห็นเหมือนกันเลยก็ตาม
เพราะในสงครามของความคิด ไม่มีใครชนะจริง ๆ มีเพียงสิ่งเดียวที่พังลงเสมอ
ความพยายามจะเข้าใจกัน
Writer
Admin Mappa
illustrator
Arunnoon
มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด