ซ่อม VS สร้าง :สร้างเด็กที่แข็งแรงง่ายกว่าซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย 

ซ่อม VS สร้าง :สร้างเด็กที่แข็งแรงง่ายกว่าซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย 

ตอนที่ 1 : เมื่อการซ่อมคือการใช้เวลาทั้งชีวิต

หกโมงสามสิบนาทีเช้าวันจันทร์ สถานีรถไฟฟ้าอโศก

คนนับร้อยยืนรอขึ้นรถ เรียงแถวเป็นระเบียบบนเส้นสีเหลืองที่พื้น ทุกคนก้มหน้าจ้องหน้าจอ นิ้วหัวแม่มือเลื่อนไปมาแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน บางคนสวมหูฟังเหมือนกำลังอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง บางคนเพิ่งลืมตาตื่นได้ไม่นาน หาวปากกว้างเป็นตัวโอ ใบหน้ายังบวมอยู่นิดหน่อย

ไม่มีใครพูดคุยกัน ไม่มีใครสบตากัน เหมือนทุกคนกำลังพยายามหลบหนีจากช่วงเวลานี้ไปอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ตรงนี้

รถไฟฟ้ามาถึง ประตูเปิด ผู้คนยืนชิดกันจนไม่มีที่ว่าง แต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไร มีแต่เสียงประกาศจากระบบกับเสียงประตูปิด

ถ้าหันไปทางขวาจะเหลือบเห็นผู้ชายชุดสูทมัดเนคไทแน่น มือถือโทรศัพท์สั่น อ่านอีเมลด่วน คิ้วขมวด ริมฝีปากเม้มแน่น น่าจะกำลังนับในใจว่าอีกกี่สถานีถึงจะถึงจุดหมายปลายทาง

เหลือบไปเห็นอีกฝั่ง ผู้หญิงแต่งหน้าสวยสดใส แต่ดวงตาว่างเปล่า กำลังมองจ้องไปที่ไหนสักแห่ง ผ่านทุกคน ผ่านทุกอย่าง เหมือนหุ่นยนต์ที่เดินไปทำงานตามเวลาที่กำหนดไว้

ชายหนุ่มตรงหัวรถนั่งหันหลังให้คนอื่น มือจับราวแน่นจนข้อนิ้วขาว หายใจเร็ว เหงื่อซึมตรงขมับ น่าจะกำลังมีภาวะของ panic attack แต่ไม่มีใครสังเกต หรือถ้าสังเกตก็เบือนหน้าหนี

แม่อีกคนหนึ่งยืนข้างลูกสาววัยประถม เด็กพยายามบอกอะไรกับแม่ ดึงแขน “แม่ แม่” แต่แม่ไม่ได้ฟัง กำลังตอบแชทในมือถือ พิมพ์เร็วมาก เด็กเรียกอีกครั้ง แม่พยักหน้ารับ แต่ไม่ได้มองหน้าลูก ไม่ได้ฟังจริงๆ เด็กคนนั้นเงียบ มองหน้าแม่สักพัก แล้วก็หันไปจ้องหน้าต่าง

ในตู้รถไฟฟ้าคันเดียวกันนี้ มีคนสักประมาณสี่สิบห้าสิบคน แต่ดูเหมือนทุกคนอยู่คนละโลก ทุกคนโดดเดี่ยว เกือบทุกคนดูเหนื่อย เกือบทุกคนดูว่างเปล่า เกือบทุกคนดูเหมือนหมดสนุกกับการใช้ชีวิตไปแล้ว อย่างน้อยก็เป็นเช้าวันจันทร์ที่ทำให้ชีวิตดูสนุกน้อยลง 

นั่นคือชีวิตในจังหวะและท่วงทำนอง “ปกติ” ของคนในยุคสมัยนี้

….

สามเดือนต่อมา 

ณ​ คลินิกจิตเวชเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ห้องรอเต็มไปด้วยคนนั่งเรียงรายตามโซฟาหนังสีครีมอ่อนที่เริ่มมีรอยแตก มีเพลงบรรเลงเบาๆ มีกลิ่นน้ำหอมอโรม่า พยายามสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลาย แต่ความตึงเครียดในห้องนี้หนาแน่นจนกลิ่น ภาพ เสียง อะไรก็ช่วยไม่ได้มากนัก

ทุกคนก้มหน้าจ้องมือถือ เหมือนกับตอนที่อยู่บนรถไฟฟ้า ไม่มีใครสบตากัน ไม่มีใครพูดคุยกัน เพราะที่จริงแล้วไม่ได้มีใครอยากให้ใครรู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ และมาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร 

ผู้หญิงในชุดพนักงานออฟฟิศนั่งรออยู่ตรงมุม พยายามหาเหตุผลโทรกลับออฟฟิศว่าทำไมถึงยังกลับไปไม่ทันเวลาเข้างานช่วงบ่าย “มีธุระส่วนตัวน่ะค่ะ ไม่นานหรอก แป๊บเดียวกลับแล้ว” เธอไม่บอกเหตุผลว่าธุระส่วนตัวนั้นคืออไร จริงๆ แล้วก็แอบกลัวคนที่ทำงานจะรู้อยู่ด้วยเหมือนกัน 

เด็กชายวัยรุ่นอีกคน นั่งอยู่กับแม่ แม่มีสายตากังวลยิ่งกว่าตัวเด็กเสียอีก แม่ถามว่าเรียนเป็นยังไง จะให้โทรไปลาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยให้ไหม จัดการเรื่องวิชาที่สอบตกหลายๆ ตัวตั้งแต่เทอมแรกหรือยัง แม่ยิงคำถามเป็นชุดแม้แต่ว่า ดื่มน้ำไหม จัดเสื้อผ้า ผมเผ้าให้ดูเรียบร้อยหน่อย  เด็กชายคนนั้นไม่พูด ไม่ตอบ ก็คงเป็นวิธีปฏิเสธอีกวิธีหนึ่ง 

คู่รักหนุ่มสาวนั่งห่างกันคนละโซฟา ไม่พูด ไม่มอง บรรยากาศเย็นชา น่าจะมาปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ แต่ตอนนี้ดูเหมือนไม่มีความสัมพันธ์อะไรเหลืออยู่แล้ว

ที่เคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่กำลังพูดโทรศัพท์กับคนไข้รายใหม่

“ค่ะ เข้าใจค่ะ… แต่ว่าตอนนี้หมอมีนัดเต็มหมดแล้วค่ะ เร็วที่สุดคืออีกสามเดือน แทรกคิวไม่ได้เลยค่ะ “

เธอเงียบ ฟังอีกฝั่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามอดทนที่สุด

“เข้าใจค่ะว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่หมอของเรานัดเต็มจริงๆ ค่ะ หรือถ้าเป็นเรื่องฉุกเฉิน แนะนำให้ไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใหญ่นะคะ…”

ปลายสายวางหูไป เจ้าหน้าที่ถอนหายใจเบาๆ มีคนโทรมาแบบนี้วันละหลายสิบสาย ทุกคนบอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ทุกคนบอกว่า “รอไม่ไหว”

แต่หมอมีแค่สองคน ห้องตรวจมีแค่สามห้อง และวันหนึ่งก็มีแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมง 

หมอแต่ละคนทำงานล่วงเวลาหลายรอบแล้ว และปัญหาแต่ละเรื่องล้วนเร่งด่วน ล้วนจำเป็นกับชีวิตของใครสักคนเสมอ

ประตูห้องตรวจเปิด คนไข้คนหนึ่งเดินออกมา สีหน้ายังบูดบึ้ง ออกจากคลินิกไปโดยไม่ได้ผ่อนคลายขึ้นเลย หรือบางทีอาจต้องใช้เวลานานกว่านี้ บางทีห้าปี สิบปี หรืออาจจะไม่มีวันหายก็ได้

เจ้าหน้าที่เรียกชื่อคนต่อไป ผู้หญิงที่โทรออกหาออฟฟิศลุกขึ้น เดินเข้าห้องตรวจด้วยสีหน้าที่พยายามทำเป็นเข้มแข็ง แต่พอปิดประตูได้สักพัก เสียงสะอึกสะอื้นก็ลอดผ่านประตูออกมา

นี่ไม่ใช่คลินิกแห่งเดียว นี่คือทุกคลินิกในกรุงเทพฯ แทบจะทุกโรงพยาบาลที่ดูแลสุขภาพจิตในประเทศไทย

ทุกที่เต็ม ทุกที่นัดคิวยาว ทุกที่มีคนรอความช่วยเหลือ

กลับมาที่รถไฟฟ้า 

อีกสามเดือนผ่านไป

คนกลุ่มเดิมยังคงยืนรอรถแบบเดิม ใบหน้าเหมือนเดิม ท่าทางเหมือนเดิม ว่างเปล่าเหมือนเดิม

คนเหล่านี้ไม่ได้แตกสลายในวันเดียว ไม่ได้เพิ่งมีปัญหาเมื่อเร็วๆ นี้ พวกเขาเดินมาถึงจุดนี้ทีละนิด ทีละขั้น เริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ผู้ชายที่กำลังมี panic attack ตอนเด็กอาจเคยถูกบอกว่า “เป็นเด็กผู้ชายต้องเข้มแข็ง อย่าอ่อนแอ” จนไม่กล้าบอกว่ากลัว จนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ จนวันนี้ความกลัวสะสมกลายเป็นโรควิตกกังวล

ผู้หญิงที่ตาลอย ลอยแล้วก็ยังว่างเปล่า ตอนเด็กอาจเคยถูกบอกว่า “ต้องเป็นเด็กดี ต้องเชื่อฟัง อย่าทำให้คนอื่นลำบาก” จนวันนี้ไม่รู้จักตัวเองว่าต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร หรือตัวเองจะมีคุณค่าอย่างไร

แม่ที่ไม่ได้ฟังลูก ตอนเด็กเธออาจไม่เคยมีใครฟังเธอ ไม่เคยมีใครอยู่ตรงนั้นจริงๆ เธอจึงไม่รู้ว่าการ “อยู่ตรงนั้น” หน้าตาเป็นอย่างไร และตอนนี้ลูกของเธอกำลังเรียนรู้บทเรียนเดียวกัน กำลังเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่คนต่อไปที่จะยืนบนรถไฟฟ้า จ้องหน้าจอ ว่างเปล่า เหมือนแม่ของเธอ

และวงจรแบบนี้ก็ยังคงหมุนต่อไป

กรมสุขภาพจิตรายงานว่า คนไทยหนึ่งในสี่คนมีอาการของปัญหาสุขภาพจิต

แต่ตัวเลขนี้อาจจะต่ำเกินไป ถ้าเรายังพบเห็นสถานการณ์เหล่านี้บนรถไฟฟ้า หรือในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหา หรือรู้แต่ไม่กล้ายอมรับ และไม่ได้ไปประเมินสุขภาพจิต

ถ้าคุณถามคนบนรถไฟฟ้าว่า “คุณมีความสุขไหม?” 

คำตอบส่วนใหญ่จะเป็น “ก็พอใช้ได้” “ก็ปกติดี” หรือแค่เงียบ

อาจเป็นเพราะเรากำหนดนิยามของ “ปกติ” ใหม่ไปแล้ว

ปกติคือเหนื่อย ปกติคือเครียด ปกติคือไม่มีเวลาให้ตัวเอง ปกติคือทำงานจนไม่พัก ปกติคือนอนไม่หลับ ปกติคือต้องพึ่งยา ปกติคือตอบคำถามโดยไม่ต้องมองหน้า ปกติคือรู้สึกว่างเปล่าแม้จะมีทุกอย่าง

และเราก็ยอมรับมันว่านี่คือชีวิต นี่คือการเป็นผู้ใหญ่ นี่คือความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่มันไม่ควรเป็นอย่างนี้

ชีวิตไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ว่างเปล่า ให้เหนื่อยหน่าย ให้เชื่อมโยงกับตัวเองและคนอื่นไม่ได้

สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสังคมสมัยใหม่ ส่วนหนึ่งเพราะระบบเศรษฐกิจ

แต่รากฐานที่แท้จริงอยู่ที่ลึกกว่านั้น

มันอยู่ที่วิธีที่เราโตมา วิธีที่เราถูกเลี้ยงดู วิธีที่เราเรียนรู้ หรือไม่ได้เรียนรู้ เกี่ยวกับอารมณ์ ความสัมพันธ์ และตัวเราเอง

กลับไปที่คลินิกจิตเวชอีกครั้ง สัปดาห์ต่อมามีผู้คนหน้าใหม่และมีคนหน้าเก่าที่กลับมา ห้องรอยังคงเต็มทุกที่เหมือนเดิม 

หญิงสาวคนหนึ่งนั่งรอ มือถือใบสั่งยา มองดูรายการ ยาแก้ซึมเศร้า ยา แก้วิตกกังวล ยานอนหลับ

เธอคำนวณในใจ เดือนนี้ค่ายาสามพันกว่าบาท ค่าหมอพันห้า รวม ๆ สี่พันห้า และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกทุกเดือนเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่

เธอทำงานดี เงินเดือนสี่หมื่น แต่เงินหมดไปกับเรื่องนี้ ยังไม่นับอาหารที่กินปลอบใจ ค่าบำบัดกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษอีกเดือนละเกือบ ๆ หมื่น ที่เธอพยายามไปสองสัปดาห์ครั้ง

บางเดือนเธอต้องเลือก ระหว่างไปบำบัดหรือซื้อของให้แม่

“ทำไมต้องเสียเงินไปกับหมอ” แม่บอก “คิดมากหรือเปล่า แค่คิดบวกๆ หน่อย ก็หายแล้ว”

แต่มันไม่ใช่เรื่องคิดบวก มันเป็นเรื่องสารเคมีในสมอง เรื่องรูปแบบความคิดที่ฝังลึก เรื่องบาดแผลที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก หมอกับนักบำบัดก็ตอบไม่ได้ชัดว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่แม่พูดกับวิธีที่แม่พูด ไม่ได้ช่วยให้หายเลยแม้แต่น้อย 

เราพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยยา ด้วยการบำบัด หรือแม้แต่ไปไหว้พระ ห้อยสร้อยสายมู

และนั่นเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตได้

แต่มันเหมือนกับการตักน้ำออกจากเรือที่กำลังจะจม แทนที่จะอุดรูรั่ว

เรากำลังพยายามใช้พละกำลังของตัวเอง ของคนรอบตัว ของสังคม รักษาผู้ใหญ่ที่ใกล้จะแตกสลาย ในขณะเดียวกันเราก็กำลังสร้างเด็กรุ่นใหม่ที่ใกล้จะแตกสลายไปด้วย 

และต้นทุนของการซ่อมแซมมันสูงมาก

ไม่ใช่แค่เงิน แม้ว่าการ therapy จะใช้เงินหลายหมื่นต่อเดือน บางคนหลายแสน บางคนหลายล้านเมื่อนับว่ามันอาจจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต

แต่ต้นทุนที่แท้จริงคือ เวลา ความสัมพันธ์ และ ชีวิต

คนที่แตกสลายใช้เวลาหลายสิบปีพยายามซ่อมตัวเอง ในขณะที่คนรอบข้างก็ได้รับผลกระทบด้วย คู่สมรสที่ต้องรับมือกับความโกรธ ความเศร้าที่อธิบายไม่ได้ ลูกที่โตมาโดยไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีค่า และเพื่อนที่ค่อยๆ ห่างเหินออกไป

และบางคนแม้จะพยายามซ่อมมันอยู่ตลอดชีวิต 

ก็อาจรู้สึกดีขึ้นบ้างในบางจังหวะ

แต่ไม่เคยรู้สึกเติมเต็ม และสมบูรณ์พร้อมเลย

แล้วถ้ามันไม่ต้องเป็นแบบนี้ล่ะ?

ถ้าเราหยุดตักน้ำสักครู่ แล้วหันไปอุดรูรั่ว?

ถ้าเราไม่เพียงซ่อมแซมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย แต่เราเริ่มต้นสร้างเด็กที่แข็งแรง 

นี่ไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎี นี่คือคำถามที่จะตัดสินอนาคตของสังคมเรา 

เพราะในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เด็กที่เรากำลังเลี้ยงดูอยู่วันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ยืนบนรถไฟฟ้า นั่งในห้องรอคลินิก และเลี้ยงดูเด็กรุ่นถัดไป

คำถามคือ พวกเขาจะเป็นผู้ใหญ่แบบไหน?

แบบที่ว่างเปล่า เหนื่อยหน่าย รอวันที่จะได้พักผ่อน?

หรือแบบที่รู้จักตัวเอง รู้จักจัดการอารมณ์ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และมีความสุขกับชีวิต?

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำวันนี้

มาดูกันว่า การสร้างเด็กที่แข็งแรงง่ายกว่าซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย จริงหรือไม่

ผ่านเรื่องราวของคนจริง สี่คน ที่กำลังใช้ชีวิตอยู่รอบตัวเรา