

ปริศนาที่ยังไม่ถูกไขคำตอบ:
ปริศนาที่ยังไม่ถูกไขคำตอบ:
ทำไมการศึกษาปฐมวัยที่สำคัญนัก กลับยังไม่เป็นภาคบังคับ?
เราพูดถึง “การปูพื้นฐานชีวิต” อย่างจริงจัง แต่กลับละเลยช่วงเวลาที่ชีวิตมนุษย์กำลังตั้งราก… นี่คือเรื่องย้อนแย้งที่โลกยังไม่อยากแก้
ถ้าคุณตามข่าวการศึกษามาพอสมควร คุณอาจเคยผ่านตาว่าช่วง 6 ปีแรกของชีวิตคือ “หน้าต่างทองคำ” ของการเติบโตทางสมอง สมองของเด็กสร้างการเชื่อมต่อใหม่ระหว่างเซลล์ประสาทได้ถึงหนึ่งล้านเส้นต่อวินาที และเมื่ออายุเพียง 6 ปี เด็กคนหนึ่งก็มีสมองโตถึง 90% ของขนาดสมองผู้ใหญ่ไปแล้ว
แต่เมื่อหันกลับมาดูนโยบายการศึกษา เราจะพบสิ่งที่ชวนตั้งคำถาม: การศึกษาปฐมวัยในช่วงการเรียนรู้ที่สำคัญ กลับยังไม่ถูกจัดเป็น “ภาคบังคับ” ไม่ว่าจะเป็นไทย เยอรมนี หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา เรารู้ว่า “ควรทำ” แต่กลับยัง “ไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่รัฐสวัสดิการยังไม่ดีพอ และพ่อแม่ยังต้องแบกภาระหน้าที่หาเช้ากินค่ำ และไม่มีเวลาและความรู้พอที่จะใช้กับลูกในช่วงสำคัญของชีวิตได้
เรากำลังเล่นเกมที่เริ่มเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เปิดฉาก
เจมส์ เฮกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยกล่าวไว้ว่า “การลงทุนที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะทำได้ คือการลงทุนกับเด็กเล็ก” เพราะผลตอบแทนสูงถึง 7-10 เท่าในระยะยาว ทว่าตัวเลขนี้ดูเหมือนจะเป็นคำเตือนที่ไม่เคยถูกฟังจนจบ
ในปี 2021 มีเพียง 28% ของประเทศทั่วโลกเท่านั้นที่กำหนดให้เด็กอย่างน้อยหนึ่งปีของการศึกษาปฐมวัยเป็นภาคบังคับ แม้แต่ในประเทศที่เรามองว่า “ก้าวหน้า” เช่น เม็กซิโก ซึ่งประกาศบังคับการเรียนสำหรับเด็กอายุ 3–5 ปีมาตั้งแต่ปี 2002 ก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แสดงให้เห็นว่า การบังคับเพียงอย่างเดียวไม่พอ หากไร้คุณภาพและความเท่าเทียม
ความเหลื่อมล้ำเริ่มต้นตั้งแต่สนามเด็กเล่น
ในประเทศไทย เราได้ยินเสมอว่า “เด็กไทยมีสิทธิเรียนฟรี 15 ปี” แต่ในความเป็นจริง การศึกษาปฐมวัย 3 ปีแรกนั้นแม้จะ “ฟรี” แต่กลับยังไม่ “ทั่วถึง” และยิ่งไม่เท่าเทียม ครอบครัวที่มีรายได้น้อย เด็กที่อยู่ห่างไกล หรือแม้แต่ครอบครัวในเมืองที่พ่อแม่ทำงานหาเช้ากินค่ำ ยังคงเผชิญกับปัญหาการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ
เรากำลังทิ้งเด็กจำนวนมากไว้ข้างหลัง ตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะได้หยิบดินสอ
ถ้าเราจริงจังเรื่อง “ความเท่าเทียม” ก็ต้องเริ่มจากศูนย์
การศึกษาปฐมวัยเป็นรากฐานของระบบสมอง ทักษะ EF (Executive Functions) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการควบคุมอารมณ์ การจดจำ และการวางแผน ทั้งหมดนี้พัฒนาได้ดีที่สุดในช่วง 0–6 ปีแรกของชีวิต ถ้าพลาดช่วงนี้ไป การ “ซ่อมแซม” ภายหลังต้องใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาล และไม่แน่ว่าจะได้ผลเต็มศักยภาพเท่าเดิม
และยิ่งในศตวรรษที่ 21 ยุคที่ความคิดสร้างสรรค์และความฉลาดทางอารมณ์เป็นทักษะที่แม้ AI ยังเลียนแบบไม่สำเร็จ การปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เด็กคือกลยุทธ์ระยะยาวที่ฉลาดที่สุด
แล้วทำไมโลกถึงยังลังเล?
คำตอบอาจซับซ้อนเท่าๆ กับระบบนิเวศของการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะการศึกษาปฐมวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “โรงเรียน” แต่เป็นเรื่องของงบประมาณ ระบบสวัสดิการ ทัศนคติของผู้ใหญ่ และสิ่งที่เราให้คุณค่าจริงๆ ในการพัฒนา “มนุษย์”
หลายประเทศยังคงมองว่าการศึกษาปฐมวัยเป็น “งานของครอบครัว” มากกว่าสิ่งที่รัฐควรอุ้มชู ซึ่งนั่นเป็นจุดที่เราควรตั้งคำถามว่าในโลกที่เปลี่ยนไป และสภาพชีวิตและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ทัศนคติแบบนี้ยังใช้ได้อยู่หรือไม่
ภาคบังคับไม่ใช่คำตอบเดียว แต่คือจุดเริ่มต้น
การทำให้การศึกษาปฐมวัยเป็นภาคบังคับ อาจไม่ใช่ไม้เด็ดเดียวที่เปลี่ยนโลกได้ทันที แต่คือการประกาศเจตจำนงทางสังคมว่า “เราเชื่อว่าเด็กทุกคนควรเริ่มต้นชีวิตด้วยโอกาสที่เท่าเทียมกัน” — และจากนั้น เราจึงค่อยสร้างระบบที่รองรับคำประกาศนั้นให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่สโลแกน
มาตรการที่ควรเดินไปพร้อมกัน ได้แก่
- การลงทุนในครูปฐมวัยให้มีคุณภาพและค่าตอบแทนที่เหมาะสม
- การพัฒนาหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับพัฒนาการเด็ก
- การสร้างแรงจูงใจให้พ่อแม่เห็นคุณค่า และร่วมมือกับระบบการศึกษา
- และแน่นอน การกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ให้ “เด็กที่ไกลที่สุด” ได้อยู่ในวงของโอกาสนี้ด้วย
บทสรุปที่ยังไม่มีตอนจบ
เราอยู่ในยุคที่รู้มากพอจะลงมือ แต่กลับลังเลเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง
คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “รู้หรือยังว่าการศึกษาปฐมวัยสำคัญ” เพราะคำตอบนั้นมีอยู่ทุกงานวิจัย และทุกงานประชุมใหญ่ระดับโลก แต่คำถามจริงๆ คือ ทำไมเรายังไม่ลงมือทำในสิ่งที่เรารู้ว่า “ควรทำ” มานานแล้ว?
บางที คำถามนี้เองที่ควรถูกบรรจุเข้าไปในหลักสูตรของผู้ใหญ่ มากกว่าเด็กเสียด้วยซ้ำ
Writer

Admin Mappa
illustrator

Arunnoon
มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด