แม่ที่อยู่จริง ไม่ใช่แค่แม่ที่อยู่ใกล้ : การมีอยู่ที่เด็กต้องการ คือใจ ไม่ใช่แค่กาย

แม่ที่อยู่จริง ไม่ใช่แค่แม่ที่อยู่ใกล้ : การมีอยู่ที่เด็กต้องการ คือใจ ไม่ใช่แค่กาย

บางครั้งสิ่งที่ขาดหายไปในบ้านไม่ใช่ข้าวของหรือเงินทอง แต่คือการ “มีอยู่” ที่แท้จริงของผู้ใหญ่ที่เด็กเรียกว่าแม่หรือพ่อ ร่างกายอาจนั่งอยู่ตรงโซฟาเดียวกัน แต่ถ้าใจลอยไปกับงานที่ค้าง โทรศัพท์ที่ไม่หยุดสั่น หรือความเหนื่อยล้าที่กดทับไม่สิ้นสุด สำหรับเด็ก มันก็ไม่ต่างอะไรจากความว่างเปล่าที่โอบล้อมทั้งห้อง

เด็กไม่ได้ต้องการเพียงคนอุ้มชู แต่ต้องการคนที่พร้อมจะ อยู่ กับเขา อยู่ในสายตาที่สบกัน อยู่ในเสียงที่ตอบกลับ อยู่ในการรับฟังที่ไม่เร่งรีบแก้ปัญหา การมีอยู่ที่เด็กจดจำได้ตลอดชีวิตไม่ใช่อ้อมแขนที่แข็งแรงที่สุด แต่คือหัวใจที่ยังเหลือพื้นที่พอสำหรับเขา

การวิจัยด้านพัฒนาการเด็กชี้ซ้ำ ๆ ว่า ความสัมพันธ์เชิงอารมณ์ระหว่างผู้เลี้ยงดูกับเด็กคือรากฐานที่สานต่อไปเป็นทักษะชีวิต ความมั่นคงทางใจ และความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์เมื่อโตขึ้น แต่ในความเป็นจริง หลายครอบครัวกลับเต็มไปด้วยผู้ใหญ่ที่ อยู่แต่ไม่อยู่  พ่อแม่ที่นั่งข้างกันโดยไม่มีบทสนทนา แม่ที่ทำทุกอย่างครบถ้วนแต่ใจไม่เหลือที่ว่าง หรือพ่อที่หายไปแม้ร่างกายยังอยู่ในบ้าน

และนี่คือความจริงที่เราต้องกล้าพูดถึงการมีอยู่ที่เด็กต้องการ ไม่ได้วัดจากระยะทาง แต่จากระยะใจ

การขาดหายแบบ “อยู่แต่ไม่อยู่”

ในหลายบ้าน พ่อแม่ทำทุกอย่างถูกต้องตามคู่มือเลี้ยงลูก  มีข้าวให้กิน มีที่ให้นอน มีโรงเรียนให้ไป แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กมักบอกไม่ได้ชัดเจนคือความรู้สึกที่ “แม่ไม่อยู่จริง ๆ” ถึงแม้จะนั่งอยู่ตรงหน้า ความพร่องนี้ไม่ได้วัดด้วยจำนวนชั่วโมง แต่ด้วยคุณภาพของการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นระหว่างกัน

นักจิตวิทยาใช้คำว่า emotional unavailability เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ ผู้ใหญ่ที่ร่างกายอยู่ตรงนั้น แต่ใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล ความซึมเศร้า หรือการทำงานหนักจนไม่มีพลังเหลือพอจะตอบสนองต่อสัญญาณเล็ก ๆ ของลูก เช่น การยื่นของเล่นมาให้ดู หรือการเรียกด้วยเสียงเบา ๆ หลายครั้งเด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมแบบนี้เรียนรู้ที่จะถอยห่าง เงียบ หรือซ่อนความต้องการไว้ลึก ๆ เพราะทุกครั้งที่ยื่นมือออกไป พวกเขาพบแต่ความว่างเปล่า

งานวิจัยใน Journal of Child Psychology and Psychiatry (2021) พบว่า เด็กที่เติบโตกับพ่อแม่ที่มีอาการซึมเศร้า แม้จะอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่กลับมีโอกาสสูงที่จะเผชิญกับปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ และพัฒนาการด้าน EF:  executive function ที่ถดถอยลง การอยู่โดยไม่มีการ “อยู่จริง” ทิ้งรอยร้าวบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่สะสมกลายเป็นเงาใหญ่ที่ตามไปถึงอนาคต

ความขาดหายเช่นนี้เจ็บปวดกว่าการไม่อยู่เสียอีก เพราะมันทำให้เด็กต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันไม่คู่ควรกับความรักหรือเปล่า?” การอยู่ตรงนั้นด้วยร่างกาย แต่ใจไม่อยู่ จึงไม่ใช่เพียงการพร่องในความสัมพันธ์ แต่คือการสอนโดยไม่ตั้งใจ ว่าความรู้สึกของเขาไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ใครหันมา

ร่องรอยในชีวิตเด็ก

การมีหรือไม่มีใครสักคนในวัยเด็ก ไม่ได้จบลงตรงขอบเตียงที่เข้านอนตอนเล็ก ๆ แต่มักฝากร่องรอยที่ยาวไกลกว่านั้น เหมือนเส้นใยที่ถักเข้าไปในบุคลิก ความสัมพันธ์ และวิธีที่เด็กมองโลกเมื่อเติบโตขึ้น

เด็กที่ไม่เคยได้รับการ “มีอยู่จริง” มักสร้างแบบแผนในใจที่เปราะบาง และบอกกับเขาว่า “โลกไม่น่าไว้ใจ” คนที่รักอาจจากไปโดยไม่บอกกล่าว และความต้องการของตัวเองไม่สำคัญพอจะถูกมองเห็น งานวิจัยด้าน attachment theory ยืนยันว่า ประสบการณ์เล็ก ๆ อย่างการที่แม่ตอบสนองหรือละเลยต่อเสียงร้อง อาจกลายเป็นรากฐานของความมั่นคงหรือความไม่มั่นคงทางใจที่ยืดเยื้อไปถึงความสัมพันธ์คู่รักและการเป็นพ่อแม่ในอนาคต

สิ่งที่เจ็บที่สุดคือ เด็กเหล่านี้ไม่ได้แค่ขาดการได้รับ แต่พวกเขามักเรียนรู้ที่จะ ไม่ร้องขอ อีกต่อไป การเงียบจึงกลายเป็นกลยุทธ์ในการเอาตัวรอด พวกเขาโตมากับการกดทับความรู้สึก ฝึกกลายเป็นคนเก่งที่ดูไม่ต้องการใคร แต่ภายในเต็มไปด้วยความกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง การวิจัยของ Harvard Center on the Developing Child ชี้ว่า เด็กที่ไม่ได้รับการโต้ตอบในรูปแบบ serve and return อย่างเพียงพอ มีความเสี่ยงต่อการพัฒนาความเครียดที่ฝังแน่นและบั่นทอนทั้งสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน และความสามารถในการควบคุมอารมณ์

ร่องรอยนี้มักเผยออกมาในช่วงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์ที่สวิงไปมาระหว่างการยึดติดเกินไปหรือผลักไสคนที่รัก ความรู้สึกไม่มั่นใจว่าตัวเองมีค่าเพียงพอ หรือแม้กระทั่งการซ้ำรอยกลายเป็นพ่อแม่ที่ “อยู่แต่ไม่อยู่” แบบเดียวกับที่ตัวเองเคยได้รับ เพราะไม่เคยถูกสอนว่าการมีอยู่อย่างแท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร

ในความคิดของเราที่คิดเองเออเองว่าเด็ก “ปรับตัวได้” แท้จริงคือเสียงสะสมของการขาดที่ไม่เคยถูกพูดออกมา

ความเป็นแม่ที่สังคมมองไม่เห็น

เรามักพูดถึงแม่ในฐานะ “ผู้เสียสละ” ผู้ทำงานไม่รู้จบ และผู้ที่อยู่ตรงนั้นเสมอ แต่ความจริงคือสังคมมักให้คะแนนแม่จากสิ่งที่จับต้องได้ อาหารที่จัดให้ครบห้าหมู่ การบ้านที่ตรวจเรียบร้อย ตารางเรียนพิเศษที่ไม่ขาดตก และภาพถ่ายครอบครัวที่ดูอบอุ่นพอจะลงโซเชียล แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกนับรวมกลับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  “การมีอยู่ทางอารมณ์”

แม่จำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะที่นักวิจัยเรียกว่า role overload หรือการแบกรับบทบาทเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะไหว ทั้งการเป็นแม่ คนทำงาน ภรรยา ลูกสาวที่ต้องดูแลพ่อแม่สูงอายุ รวมถึงแรงกดดันทางสังคมที่บอกว่าเธอต้อง “สมบูรณ์แบบ” การจัดการชีวิตประจำวันจึงกลายเป็นภาระที่ไม่สิ้นสุด จนใจแทบไม่เหลือที่ว่างให้ลูก

งานวิจัยใน European Journal of Social Psychology (2020) สะท้อนว่า แรงกดดันจากวัฒนธรรม “แม่ที่ดี” ยิ่งทำให้ผู้หญิงรู้สึกผิด  เมื่อเหนื่อยก็รู้สึกผิดที่ไม่มีเวลา เมื่อหงุดหงิดก็รู้สึกผิดที่ไม่ใจเย็นพอ และเมื่อไม่มีพลังจะฟังลูกจริง ๆ ก็ยิ่งรู้สึกผิดซ้ำเข้าไปอีก วงจรนี้ทำให้แม่จำนวนมากอยู่ใกล้ลูกทุกวัน แต่ใจกลับห่างออกไปเรื่อย ๆ

ปัญหาคือ สังคมไม่ค่อยพูดถึงด้านนี้ เพราะมันไม่มีภาพสวย ๆ ให้โชว์ ไม่เหมือนกิจกรรมวันแม่ที่เด็กขึ้นเวทีวันแม่ มันคือความเป็นแม่ที่มองไม่เห็นในสายตาคนอื่น แต่เด็กกลับรู้สึกได้ชัดเจนที่สุดในทุกลมหายใจ

ทางออก : กลับมาอยู่กับลูกอย่างแท้จริง

การ “อยู่” อย่างแท้จริงไม่เคยหมายถึงการต้องสมบูรณ์แบบ แม่ไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถามให้ได้ ไม่จำเป็นต้องยิ้มเสมอไป และไม่จำเป็นต้องมีพลังเต็มร้อยในทุกวัน สิ่งที่เด็กต้องการจริง ๆ คือผู้ใหญ่ที่ซื่อสัตย์กับตัวเองและยังเหลือพื้นที่ในใจสำหรับเขา

บางครั้งการบอกลูกว่า “วันนี้แม่เหนื่อย แต่อยากนั่งกับหนูตรงนี้” มีพลังมากกว่าการพยายามฝืนทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเด็กไม่ได้มองหาความเพอร์เฟกต์ แต่ต้องการความจริงใจที่เขาสัมผัสได้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (2022) พบว่า mindful parenting  การอยู่กับลูกด้วยสติ รับฟังโดยไม่ตัดสิน  สามารถลดความเครียดของพ่อแม่และเพิ่มสายสัมพันธ์ที่อบอุ่นอย่างชัดเจน

การมีอยู่ยังไม่จำกัดเฉพาะ “แม่” เท่านั้น พ่อ ปู่ย่า ตายาย หรือแม้กระทั่งคนในชุมชนก็สามารถเป็น secure base หรือฐานที่มั่นคงให้เด็กได้เหมือนกัน เด็กไม่ได้ต้องการผู้เลี้ยงดูที่เป็นแม่ทางสายเลือดเท่านั้น แต่ต้องการใครสักคนที่พร้อมจะเห็น รับฟัง และโอบอุ้มทางใจ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมุมมองของสังคม  จากการวัดคุณค่าของแม่ที่สิ่งที่ทำได้ครบ ไปสู่การให้ความหมายกับ “การอยู่” ที่แท้จริง เพราะเมื่อเด็กได้สัมผัสการมีอยู่เช่นนี้ เขาจะโตขึ้นพร้อมรู้ว่า ความรักไม่ใช่เพียงหน้าที่ แต่คือการให้ใจที่ยังมีที่ว่างสำหรับกันและกัน

มือที่อุ้ม ใจที่อยู่

ในความทรงจำของเด็กเล็ก อ้อมแขนที่โอบอุ้มอาจเป็นภาพแรก แต่สิ่งที่ฝังลึกและยาวนานกว่านั้นคือความรู้สึกว่า ใจของแม่หรือพ่ออยู่ตรงนั้นจริง ๆ เพราะร่างกายที่อุ้มชั่วคราวจะกลายเป็นภาพถ่ายที่เลือนหายไป แต่ใจที่อยู่ด้วยจะกลายเป็นบ้านที่เขาพกพาไปทั้งชีวิต

เราอาจคิดว่าหน้าที่พ่อแม่คือการทำให้ลูกอิ่มท้อง ปลอดภัย และประสบความสำเร็จ แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดกลับเรียบง่ายจนเรามองข้าม  การมีใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ รับฟัง และไม่ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวในโลกที่ซับซ้อนเกินวัย การ “อยู่จริง” จึงไม่ใช่การอยู่ทุกวินาที แต่คือการอยู่ในวินาทีที่สำคัญ และทำให้เด็กเชื่อมั่นได้ว่าทุกครั้งที่หันมา เขาจะเจอเราอยู่ตรงนั้น

มือที่อุ้มเป็นการปกป้องชั่วคราว แต่ใจที่อยู่คือรากฐานที่จะพาเขาเติบโตได้ด้วยตัวเอง และเมื่อวันหนึ่งลูกต้องเดินไปไกลเกินอ้อมแขนของเรา การมีอยู่ทางใจนี่เองที่จะกลายเป็นเสียงเงียบ ๆ ที่บอกเขาเสมอว่า “เธอไม่ได้ลำพัง”

อ้างอิง

  • Bowlby, J. (1969). Attachment and Loss. Basic Books.
  • Ainsworth, M. D. S. (1978). Patterns of Attachment: A Psychological Study of the Strange Situation. Lawrence Erlbaum.
  • Harvard University, Center on the Developing Child. (2016). From Best Practices to Breakthrough Impacts: A Science-Based Approach to Building a More Promising Future for Young Children and Families.
  • Goodman, S. H., & Garber, J. (2017). “Depression in Parents and the Effects on Their Children.” Annual Review of Clinical Psychology, 13: 213–238.
  • Stein, A., Harold, G., & Lansford, J. (2021). “Parental Depression and Child Development.” Journal of Child Psychology and Psychiatry, 62(3): 349–364.
  • Geurts, S. A., et al. (2020). “The societal expectations of motherhood and maternal guilt.” European Journal of Social Psychology, 50(3): 670–685.
  • Coatsworth, J. D., et al. (2022). “Mindful Parenting: A Review and Extension.” Mindfulness, 13: 1421–1437.
Writer
Avatar photo
Admin Mappa

illustrator
Avatar photo
Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด

Related Posts

Related Posts