ความรักก็ป่วยได้ แต่ความรักก็รักษาได้ : เมื่อพ่อแม่เป็นซึมเศร้า จะเลี้ยงลูกอย่างไรโดยไม่ส่งต่อความเจ็บปวด

ความรักก็ป่วยได้ แต่ความรักก็รักษาได้ : เมื่อพ่อแม่เป็นซึมเศร้า จะเลี้ยงลูกอย่างไรโดยไม่ส่งต่อความเจ็บปวด

ไม่มีใครเลือกได้ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย แต่ทุกคนเลือกได้ว่าจะทำอย่างไรกับความป่วยนั้น โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นพ่อแม่ การมีโรคซึมเศร้าไม่ได้ทำให้ความรักที่มีต่อลูกด้อยค่าลง เพียงแต่ความรักนั้นอาจถูกบังด้วยเงามืดชั่วคราว วันที่การตื่นขึ้นมาเป็นเรื่องยาก การยิ้มตอบลูกคือการใช้พลังทั้งหมดที่เหลืออยู่

งานวิจัยมากมายยืนยันว่า ภาวะซึมเศร้าของพ่อแม่ส่งผลต่อการเติบโตของลูกได้จริง เด็กไม่เพียงรับรู้บรรยากาศที่เปลี่ยนไป แต่ยังอาจสะท้อนความเศร้านั้นออกมาเป็นพฤติกรรมหรือการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ เมื่ออาการของพ่อแม่ดีขึ้น ลูกก็มักจะดีขึ้นด้วยเสมอ นี่ไม่ใช่การโทษ แต่คือการชวนเห็นว่า การดูแลตัวเองของพ่อแม่คือการเลี้ยงลูกอีกรูปแบบหนึ่ง

บทความนี้จึงไม่ได้ถามว่า “ทำอย่างไรให้หายป่วยก่อนถึงจะเลี้ยงลูกได้” เพราะความจริงคือเราเลี้ยงลูกอยู่แล้วทุกวัน แต่จะทำอย่างไรให้การเลี้ยงดูนั้นไม่ฝากร่องรอยของบาดแผลไว้กับเขา นี่คือคำถามที่เราจะค่อย ๆ สำรวจไปด้วยกัน

เด็กรับรู้มากกว่าที่เราคิด : เมื่อซึมเศร้าแผ่วเบาแต่เสียงสะท้อนถึงลูกดังชัด

เด็กเล็กไม่มีภาษาที่ซับซ้อนพอจะอธิบายว่า “แม่กำลังเศร้า” หรือ “พ่อกำลังหมดแรง” แต่ร่างกายและหัวใจของพวกเขาคือเครื่องรับสัญญาณชั้นเยี่ยม เด็กมักจะรู้ก่อนเสมอว่าอะไรบางอย่างในบ้านไม่เหมือนเดิม รอยยิ้มที่บางลง เสียงตอบรับที่ช้าลง การสัมผัสที่อุ่นน้อยลง เด็กไม่ได้แค่สังเกต แต่พวกเขา ซึมซับ บรรยากาศนั้นเข้าไปในโครงสร้างความรู้สึกและการเรียนรู้ของตนเอง

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ภาวะซึมเศร้าในพ่อแม่สัมพันธ์กับปัญหาอารมณ์และพฤติกรรมของลูก แม้บางครั้งอิทธิพลที่วัดได้จะไม่รุนแรงมาก แต่สิ่งที่น่าคิดคือความสม่ำเสมอ ทุกการศึกษาแทบจะชี้ไปในทิศทางเดียวกัน เด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ซึมเศร้า มีแนวโน้มจะจัดการกับความรู้สึกได้ยากขึ้น บางคนเก็บเงียบและหันไปทำร้ายตัวเอง บางคนระบายออกด้วยความก้าวร้าวหรือสมาธิสั้น

และไม่ใช่เพียง “แม่” เท่านั้นที่มีอิทธิพล งานศึกษาล่าสุดยังยืนยันว่าซึมเศร้าของ “พ่อ” ก็ทิ้งรอยสะท้อนในลูกไม่ต่างกัน การดูแลสุขภาพใจของพ่อจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเสาหลักอีกต้นหนึ่งที่ค้ำชีวิตลูกเช่นกัน

เด็กไม่ได้เจ็บป่วยเพราะเห็นพ่อแม่เศร้า แต่เด็กจะเจ็บป่วยถ้า “ความเศร้านั้นไม่ถูกพูดถึง ไม่ถูกจัดการ และไม่ถูกสอนให้เข้าใจ” เพราะสิ่งที่ทำให้เด็กรู้สึกโดดเดี่ยวไม่ใช่ความจริงที่ว่าพ่อแม่เศร้า แต่คือการต้องอยู่กับความเงียบที่อธิบายไม่ได้

เมื่อพ่อแม่ดีขึ้น ลูกก็ดีขึ้นด้วย

เวลาที่เราป่วย บางครั้งเรามองตัวเองเป็นเหมือนร่างที่บกพร่อง คิดว่าลูกคงต้องเติบโตมากับเงาของเรา แต่ความจริงที่งานวิจัยจำนวนมากยืนยันคือ ความสัมพันธ์ระหว่างอาการของพ่อแม่กับลูก ไม่ใช่เส้นทางเดินเดียวที่แก้ไขไม่ได้ มันเป็นเส้นเชื่อมที่สามารถถอยกลับ เปลี่ยนทิศ และฟื้นฟูได้

การศึกษาวิจัยที่ติดตามครอบครัวเป็นเวลาหลายปีพบว่า เมื่อแม่ที่มีภาวะซึมเศร้าเข้าสู่ช่วงอาการทุเลาหรือได้รับการรักษาจนดีขึ้น อาการซึมเศร้าและความยากลำบากทางอารมณ์ของลูกก็ค่อย ๆ ลดลงตามไปด้วย ราวกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกเป็นระบบไหลเวียนเดียวกัน เมื่อหนึ่งฝั่งกลับมามีออกซิเจน อีกฝั่งก็หายใจคล่องขึ้นโดยไม่ต้องสั่งสอน

สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคือ “ความหวังเชิงปฏิบัติ” ที่จับต้องได้ การที่พ่อแม่เข้ารับการบำบัด กินยาตามแพทย์สั่ง หรือเพียงยอมรับว่าต้องขอความช่วยเหลือ นั่นไม่ใช่แค่การรักษาตัวเอง แต่มันคือการปลูกเกราะคุ้มกันให้ลูกในเวลาเดียวกัน

เด็กมี “ความยืดหยุ่น” สูงกว่าที่เราคิด สมองและหัวใจของพวกเขามีศักยภาพในการซ่อมแซมตัวเองมหาศาล ถ้าได้เจอสัญญาณของความปลอดภัย ความสม่ำเสมอ และความรักที่แสดงออกอย่างต่อเนื่อง พวกเขาสามารถเปลี่ยนร่องรอยของบาดแผลเป็นเส้นทางการเติบโตใหม่ได้

ดังนั้น ความเป็นจริงอาจโหดร้าย แต่ก็ไม่ใช่ชะตากรรมตายตัว การดูแลพ่อแม่ไม่ใช่แค่การป้องกันไม่ให้เด็กเจ็บ แต่คือการคืนอนาคตที่สดใสให้พวกเขาไปพร้อมกัน

กลไกความเจ็บที่ส่งต่อ : ความเงียบ ความตึงเครียด และเวลาที่ยืดเยื้อ

ความเจ็บปวดจากโรคซึมเศร้าไม่ได้ถูกส่งต่อผ่านสายเลือดเหมือนพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่มันเดินทางผ่าน “บรรยากาศในบ้าน” ผ่านภาษาที่ไม่ได้ถูกพูดออกมา ผ่านสีหน้าที่ไม่ได้ตั้งใจ และผ่านเงื่อนไขของเวลา

หนึ่ง : ความเงียบที่กดทับ
เด็กจำนวนมากไม่ได้เจ็บปวดจากการที่พ่อแม่เศร้า แต่จากการที่ไม่มีใครบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ความเงียบสร้างช่องว่างที่เด็กต้องเติมเต็มเองด้วยจินตนาการ และบ่อยครั้งเด็กจะโทษตัวเองก่อนเสมอว่า “ฉันคงเป็นเหตุให้แม่เศร้า” หรือ “ฉันไม่ดีพอที่ทำให้พ่อมีความสุขได้” การตีความผิด ๆ แบบนี้กัดกร่อนความมั่นใจตั้งแต่ยังเล็ก

สอง : ความตึงเครียดที่แพร่ซึม
โรคซึมเศร้าไม่อยู่โดดเดี่ยว มันแทรกตัวในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ และความขัดแย้งของผู้ใหญ่ไหลต่อไปถึงลูกเสมอ บางครอบครัวมีการทะเลาะที่เสียงไม่ดัง แต่บรรยากาศกลับกรีดคมยิ่งกว่าเสียงตะโกน เด็กที่โตมาในสภาพเช่นนี้เรียนรู้ว่า ความรักอาจหมายถึงการต้องระวังตัวตลอดเวลา

สาม : เวลาที่ยืดเยื้อ
สิ่งที่วิจัยยืนยันคือ ความต่อเนื่องของอาการสำคัญกว่าความรุนแรงชั่วขณะ โรคซึมเศร้าที่อยู่ในบ้านเป็นเดือน เป็นปี เหมือนฝนที่โปรยไม่หยุด เด็กไม่จมน้ำทันที แต่เขาจะค่อย ๆ แช่ตัวอยู่ในความชื้นที่ทำให้ร่างกายและใจอ่อนแอ พัฒนาการทางสมองและอารมณ์ถูกกัดเซาะทีละน้อยจนแทบไม่รู้ตัว

กลไกเหล่านี้คือเหตุผลที่เราต้อง “เห็น” ให้ชัด ไม่ใช่เพื่อโทษ แต่เพื่อจะได้แก้ให้ถูกจุด การพูดออกมาแทนความเงียบ การหาวิธีจัดการความตึงเครียด และการรักษาอย่างต่อเนื่องคือกุญแจที่ทำให้ความเจ็บไม่ถูกส่งต่อไปยังลูก

ห้าหลักของการเลี้ยงลูกในวันที่ใจเราป่วย

1. รักษาตัวเอง = รักษาลูก
การเข้ารับการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการบำบัด ยา หรือการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่คือการลงทุนในครอบครัว งานวิจัยจำนวนมากชี้ชัดว่า เมื่ออาการพ่อแม่ดีขึ้น อาการลูกก็ดีขึ้นตามไปด้วย การยอมรับว่าต้องการการรักษาจึงไม่ใช่แค่เพื่อเรา แต่เพื่อให้ลูกได้เติบโตในบ้านที่ยังคงมีพลังงานของความรัก

2. ความจริงที่ปกป้อง ไม่ใช่ความจริงที่ทำร้าย
เด็กไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดเชิงลึกของอาการ แต่เขาจำเป็นต้องได้ยินคำอธิบายที่ช่วยให้เขาไม่โทษตัวเอง เช่น “แม่กำลังป่วยแบบหนึ่งที่ทำให้เศร้า แต่ไม่ใช่ความผิดของหนู” การซื่อสัตย์อย่างอ่อนโยนช่วยสร้างความมั่นคงในใจลูก และเป็นการสอนโดยไม่ตั้งใจว่า ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่พูดได้ ไม่ใช่เรื่องต้องซ่อน

3. พิธีกรรมเล็กแต่สม่ำเสมอ
เด็กไม่ต้องการวันพิเศษที่ยิ่งใหญ่เท่ากับการมีช่วงเวลาที่คาดเดาได้ เช่น กอดกันก่อนนอน ฟังลูกเล่าเรื่องสั้น ๆ ก่อนอาหารเย็น หรือใช้เวลาอ่านนิทานแม้เพียงสิบห้านาที พิธีกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำ คือเส้นใยที่ถักเป็นตาข่ายความปลอดภัยทางใจของลูก

4. ไม่เลี้ยงคนเดียว: พลังของคู่และเครือข่าย
การเลี้ยงลูกไม่เคยเป็นภาระของคนเพียงคนเดียว แต่สังคมมักทำให้เรารู้สึกว่าต้องแบกทุกอย่างไว้เอง การสร้างทีม ไม่ว่าจะเป็นคู่ชีวิต ปู่ย่าตายาย เพื่อนสนิท หรือครูที่ไว้ใจได้ คือการเปิดประตูให้ลูกได้เจอผู้ใหญ่หลายคนที่พร้อมโอบอุ้ม และทำให้เรามีเวลาพักฟื้นบ้างโดยไม่รู้สึกผิด

5. เห็นพ่อเป็นทรัพยากร ไม่ใช่ตัวประกอบ
หลายบ้านวางบทบาทการดูแลลูกไว้บนบ่าของแม่เพียงคนเดียว แต่หลักฐานชัดเจนแล้วว่าพ่อก็มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของลูกไม่แพ้กัน สุขภาพใจของพ่อจึงต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง และบทบาทของพ่อควรถูกนับเป็นเสาหลัก ไม่ใช่แค่ตัวช่วยที่เข้ามาเป็นครั้งคราว

ภาษาที่ช่วยลูกให้ไม่ต้องมาแบกใจเรา

เด็กไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการภาษาที่ทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ใช่สาเหตุของความเศร้า การสื่อสารสั้น ๆ ตรงไปตรงมาแต่โอบอุ้มใจ สามารถเปลี่ยนบรรยากาศในบ้านจากความสับสนเป็นความมั่นคงได้

เมื่อเราตื่นเช้าไม่ไหว:
“วันนี้แม่ตื่นช้าหน่อย เพราะแม่ยังเหนื่อย แต่ไม่เกี่ยวกับหนูนะ เรามาเริ่มวันกันด้วยการแปรงฟัน กอด แล้วค่อยออกไปโรงเรียนกัน”

เมื่อเราหงุดหงิด:
“เมื่อกี้แม่เสียงดังเพราะแม่ล้า ไม่ใช่เพราะหนูไม่ดี แม่จะพักสักครู่แล้วกลับมาคุยกับหนูใหม่”

เมื่อเขากังวล:
“แม่กำลังเป็นโรคที่ทำให้เศร้าเหมือนมีเมฆบัง แต่ไม่ใช่ความผิดของหนูนะ เมฆบังได้ชั่วคราว แต่แสงก็ยังอยู่ และแม่กับหนูจะหามันเจอด้วยกัน”

เมื่อเราต้องขอความช่วยเหลือ:
“วันนี้แม่ขอให้พ่อ/ยายช่วยดูแลหนูช่วงเย็น เพราะแม่อยากพักบ้าง แม่พักเพื่อจะได้มีแรงเล่นกับหนูพรุ่งนี้”

เมื่ออยากสอนให้ลูกเข้าใจ:
“คนเราก็มีวันที่หัวใจไม่สบาย เหมือนเวลาเราเป็นหวัด แต่เราจะเรียนรู้ดูแลตัวเอง และอยู่ข้างกันเสมอ”

การใช้ภาษาลักษณะนี้ช่วยสร้าง “กรอบความจริงที่ปกป้อง” (protective honesty) ให้ลูกเห็นว่าความเศร้าไม่ใช่ความลับอันตราย แต่เป็นสิ่งที่อธิบายได้ และรับมือได้โดยไม่ต้องโทษใคร

เปลี่ยนระบบไปพร้อมกัน : ครู โรงพยาบาล และนโยบายที่ต้องเห็นทั้งครอบครัว

ความเจ็บป่วยทางใจของพ่อแม่ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “เรื่องในบ้าน” ที่สังคมไม่ต้องเอื้อมถึง เพราะบาดแผลจากโรคซึมเศร้าไม่ได้สะท้อนอยู่แค่ในตัวผู้ป่วย แต่กระจายออกไปในลูก ครอบครัว โรงเรียน และในที่สุดคือสังคมทั้งระบบ

โรงเรียนที่มองเห็นทั้งเด็กและครอบครัว
ครูคือด่านหน้าที่เห็นเด็กทุกวัน เด็กที่มีพ่อแม่ซึมเศร้าอาจไม่พูดออกมา แต่จะส่งสัญญาณผ่านพฤติกรรมใจลอย หงุดหงิดง่าย หรือแยกตัว การที่ครูเข้าใจว่าพฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นเสียงสะท้อนของบ้าน ไม่ใช่ความ “ดื้อ” หรือ “เกเร” คือก้าวแรกในการช่วยเหลือที่ถูกจุด โรงเรียนที่มีระบบเชื่อมโยงกับนักจิตวิทยาและผู้ปกครองสามารถกลายเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญของเด็ก

โรงพยาบาลและระบบสุขภาพที่ไม่แยกพ่อแม่ออกจากลูก
การรักษาพ่อแม่ที่มีภาวะซึมเศร้าไม่ควรจบที่การให้ยาแล้วจบ แต่มันควรเชื่อมโยงกับบริการที่มองเห็นบทบาทของเขาในฐานะพ่อแม่ เช่น โปรแกรมที่ให้ทั้งแม่และลูกมีพื้นที่บำบัดร่วมกัน หรือการคัดกรองภาวะซึมเศร้าของพ่อควบคู่กับแม่หลังคลอด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระ แต่คือการลงทุนเพื่อลดต้นทุนสังคมในระยะยาว

นโยบายที่เข้าใจว่าครอบครัวคือระบบนิเวศ
รัฐมักลงทุนในเด็กผ่านการศึกษา แต่หากบ้านเป็นพื้นที่ที่บอบช้ำ การเรียนรู้ก็จะถูกจำกัดตั้งแต่ต้นทาง การมีนโยบายที่ครอบคลุมการลาคลอดที่เพียงพอ บริการสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย และการสนับสนุนการทำงานแบบยืดหยุ่นสำหรับพ่อแม่ คือการสร้างเครือข่ายป้องกันไม่ให้ความเจ็บของผู้ใหญ่ตกลงบนบ่าของเด็ก

การเปลี่ยนระบบไม่ใช่เรื่องใหญ่เกินไป มันเริ่มจากการที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าพ่อแม่คือหัวใจของบ้าน และบ้านคือหัวใจของสังคม การดูแลพ่อแม่จึงเป็นการดูแลอนาคตของลูก และในที่สุดก็คือการดูแลอนาคตของพวกเราทุกคน

แผนสำรองยามวิกฤต : เมื่อความเจ็บเกินกว่าจะเงียบไว้คนเดียว

ไม่มีใครอยากคิดถึงวันที่ตัวเองจะไปถึงขอบเหว แต่สำหรับพ่อแม่ที่อยู่กับโรคซึมเศร้า การมี “แผนสำรอง” คือเกราะป้องกันทั้งต่อตัวเองและต่อลูก เพราะความคิดทำร้ายตนเองหรือความสิ้นหวังอาจมาแบบไม่ทันตั้งตัว การวางเส้นทางหนีฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า จึงไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเองและลูก

1. เบอร์ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
ในประเทศไทย หากรู้สึกเสี่ยงทำร้ายตัวเอง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่นั่นมีคนฟังคุณจริง ๆ ไม่ตัดสิน และพร้อมประสานต่อไปยังบริการใกล้บ้าน

2. ไปห้องฉุกเฉินถ้าสัญญาณแรงเกินควบคุม
ถ้าอาการรุนแรง มีแผนจะทำร้ายตัวเอง หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย ควรไปที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที ความเร็วในการเข้าถึงการรักษาคือความต่างระหว่างชีวิตที่ยังดำเนินไปกับการหยุดลงกลางทาง

3. สร้าง “ผู้ติดต่อฉุกเฉินทางใจ”
เลือกคนสองถึงสามคนที่ไว้ใจได้ คู่ชีวิต เพื่อนสนิท หรือญาติ และบอกพวกเขาชัดเจนว่า “ถ้าวันหนึ่งฉันส่งข้อความสั้น ๆ หรือหายไป ขอให้ติดต่อฉันทันที” การมีเครือข่ายที่รู้บทบาทตัวเองทำให้เราไม่ต้องสู้คนเดียว

4. เขียน “เหตุผลที่อยากอยู่ต่อ” ไว้ล่วงหน้า
ในวันที่แสงเลือนราง ความคิดทำร้ายตัวเองอาจดังเกินไป ให้เขียนเหตุผลเล็ก ๆ ที่อยากอยู่ต่อ หน้าลูกตอนหัวเราะ เพลงที่ยังอยากฟัง สถานที่ที่ยังอยากไป เก็บไว้ในที่หยิบง่าย เพื่อให้ตัวเองกลับมามีหลักยึดแม้เพียงเสี้ยววินาที

แผนสำรองนี้คือการยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ที่เปราะบาง และการป้องกันไม่ให้ความเปราะบางนั้นพรากเราไปจากลูกคือการกระทำที่กล้าหาญที่สุดแบบหนึ่ง

อย่าให้โรคซึมเศร้ามานั่งหัวโต๊ะของบ้านเรา

โรคซึมเศร้าอาจเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญในบ้าน แต่เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้มันเป็น “เจ้าภาพ” ที่กำหนดทิศทางชีวิตของทุกคน มันอาจนั่งอยู่ในห้อง แต่เราเลือกได้ว่าจะวางเก้าอี้ของมันไว้ตรงไหน จะให้มันนั่งเงียบ ๆ มุมหนึ่ง หรือปล่อยให้มาบงการโต๊ะอาหารที่ลูกนั่งกินข้าวทุกวัน

ความจริงคือ ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่เลี้ยงลูกโดยไม่ฝากรอยไว้เลย ไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย แต่สิ่งที่เรามอบให้ลูกได้คือ การแสดงให้เห็นว่า ความเจ็บป่วยก็อยู่ร่วมกับความรักได้ ว่าแม้วันที่เราล้ม เรายังเลือกที่จะหันหน้ากลับมา ยังเลือกที่จะพูดกับเขาด้วยความจริงที่ปกป้อง และยังเลือกที่จะสร้างพิธีกรรมเล็ก ๆ ที่ทำให้บ้านยังเป็นบ้าน

สุดท้าย เด็กไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่ไม่เคยเศร้า เขาต้องการพ่อแม่ที่ซื่อสัตย์ อ่อนโยน และกล้าที่จะเรียนรู้การดูแลตัวเองให้เห็นเป็นแบบอย่าง การที่พ่อแม่ยอมรับการรักษา ยอมรับความช่วยเหลือ และยังคงยื่นมือกอดลูกในวันที่ตัวเองอ่อนแรง คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่กว่าคำสอนใด ๆ

โรคซึมเศร้าอาจทำให้แสงในบ้านหรี่ลงบ้าง แต่ตราบใดที่เราไม่ให้มันมานั่งหัวโต๊ะ เราก็ยังคงเป็นผู้จัดการความรักในบ้านหลังนี้ได้เสมอ

อ้างอิง

  • Goodman, S. H., et al. (2011). Maternal depression and child psychopathology: A meta-analytic review. Clinical Child and Family Psychology Review, 14(1), 1–27.
  • Sutherland, S., et al. (2021). Duration and severity of parental depression as predictors of child outcomes: A systematic review. Journal of Affective Disorders.
  • Shen, H., et al. (2016). Parental depression and school performance in adolescence: A population-based study of 16-year-olds in Sweden. Journal of Affective Disorders, 203, 164–171.
  • Weissman, M. M., et al. (2006). Remissions in maternal depression and child psychopathology: A STARD-Child Report*. JAMA, 295(12), 1389–1398.
  • Talati, A., et al. (2007). Maternal depression remission and child outcomes: A longitudinal perspective. Journal of Clinical Psychiatry, 68(12), 1917–1925.
  • Dachew, B. A., et al. (2023). Paternal depression and risk of depression in offspring: A systematic review and meta-analysis. Psychological Medicine.
  • Furlong, M., et al. (2024). Family Talk intervention for families with parental depression: Randomized controlled trial in community mental health settings. Journal of Child Psychology and Psychiatry.
  • Rahman, A., et al. (2008). Cognitive behavior therapy–based intervention by community health workers for mothers with depression in Pakistan: A cluster randomized controlled trial (Thinking Healthy Programme). The Lancet, 372(9642), 902–909.
  • Sikander, S., et al. (2019). Peer-delivered Thinking Healthy Programme for perinatal depression in Pakistan: A randomized controlled trial. The Lancet Psychiatry, 6(2), 128–139.
  • Webster-Stratton, C., et al. (2011). The Incredible Years parenting program: Long-term outcomes and mediators of change. Journal of Clinical Child & Adolescent Psychology, 40(1), 93–110.
  • Sanders, M. R., et al. (2014). Triple P–Positive Parenting Program as a public health strategy for child mental health. Clinical Child and Family Psychology Review, 17(4), 337–357.
  • Feinberg, M. E., et al. (2016). Coparenting interventions for families with parental depression: Effects on family processes and child adjustment. Development and Psychopathology, 28(2), 655–675.
  • WHO Thailand. (2020). Suicide prevention and mental health resources in Thailand.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2024). คู่มือสายด่วนสุขภาพจิต 1323.
Writer
Avatar photo
Admin Mappa

illustrator
Avatar photo
Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด

Related Posts

Related Posts