หรือเราควรมี “วิชาการดูแลตัวเองในช่วงภัยพิบัติ” สำหรับเด็ก : เพราะภัยพิบัติกลับมาเหมือนปฏิทินประจำปี แต่แผนรับมือระยะยาวของผู้ใหญ่ยังไม่เคยปรากฏ

หรือเราควรมี “วิชาการดูแลตัวเองในช่วงภัยพิบัติ” สำหรับเด็ก : เพราะภัยพิบัติกลับมาเหมือนปฏิทินประจำปี แต่แผนรับมือระยะยาวของผู้ใหญ่ยังไม่เคยปรากฏ

ในหลายประเทศ ภัยพิบัติคือสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ในประเทศนี้ ภัยพิบัติเริ่มมีลักษณะของ “ฤดูกาล” ที่กลับมาเป็นประจำของปี เหมือนสิ่งที่เรารู้ว่าจะเกิด แต่ไม่เคยเตรียมรับมืออย่างจริงจัง เราเห็นน้ำป่าไหลหลาก เห็นฝนตกจนดินสไลด์ เห็นถนนขาด เส้นทางถูกตัดขาด และชุมชนต้องอพยพเหมือนการย้ายห้องเรียนโดยไม่รู้ว่าจะมีครูอยู่ปลายทางหรือไม่ ทุกปีเราเรียกมันว่าเหตุการณ์เฉพาะหน้า ทั้งที่มันเริ่มชัดเจนเกินไปว่าเป็นสถานการณ์ที่มาถึงโดยไม่ต้องใช้คำว่า “ไม่คาดคิด” อีกต่อไป

ในขณะที่ระบบการศึกษามีตารางเรียนที่แม่นยำ มีการสอบกลางภาค สอบปลายภาค มีตัวชี้วัด มีวิธีตัดเกรด มีเครื่องมือที่วัดผลการเรียน แต่เมื่อฝนเริ่มตก ตารางเหล่านั้นกลับเปลี่ยนเป็นกระดาษที่ไร้น้ำหนักราวกับไม่เคยมีความหมาย เรามีแบบฟอร์มยืนยันตัวก่อนสอบ มีเอกสารรับรองความพร้อมจากผู้ปกครอง แต่ไม่มีเอกสารรับรองความปลอดภัยก่อนน้ำจะถึงหัวเข่า ไม่มีคำถามว่าเด็กควรอยู่ตรงไหนในระหว่างที่ผู้ใหญ่ยังนิ่งเฉย หรือไม่พร้อมให้คำตอบ

สิ่งที่น่าแปลกคือ เรายังคงเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าภัยพิบัติราวกับเป็นเรื่องที่มาโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่เด็กในบางพื้นที่รู้ดีว่ามันมาแน่นอน เพียงไม่รู้ว่า ปีนี้จะมาถึงเมื่อไหร่ เด็กหลายคนจำรายชื่อวิชาในสมุดเรียนไม่ได้หมด แต่รู้ดีว่าช่วงไหนของปีที่ต้องย้ายของขึ้นชั้นสอง หรือช่วงไหนที่เสียงฝนดังเกินกว่าคืนธรรมดา เราจึงไม่ได้แค่สอนให้เด็กปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ แต่กำลังสอนให้เด็ก “แบกรับความไม่รู้ของระบบ” แทนผู้ใหญ่ไปทีละน้อย

เมื่อความช่วยเหลือจากภาครัฐยังมาแบบไม่แน่นอน คำว่า “รอ” จึงกลายเป็นบทเรียนแรกของการเป็นประชาชน รอคำสั่ง รอประกาศ รอระบบ รอให้ใครสักคนรับช่วงต่อจากจุดที่เราหยุดนิ่ง และในระหว่างนั้นคือพื้นที่ที่เราไม่เคยเตรียมไว้ให้เด็กเลย เราอาจไม่ได้ตั้งใจให้เด็กต้องมีวิชาเอาตัวรอด แต่เมื่อผู้ใหญ่ยังไม่มีขั้นตอนรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ประเทศนี้ก็เริ่มดูเหมือนกำลังเขียนวิชาหนึ่งขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ วิชาที่ดูเหมือนถูกวางไว้ในมือเด็ก เพราะมือผู้ใหญ่ยังไม่ขยับเพื่อแก้ปัญหาอะไร

เราสอนสูตรคูณ แผนที่โลก ประวัติศาสตร์ และทฤษฎีธรรมชาติ แต่เราไม่เคยถามว่า ธรรมชาติในหัวใจเด็กคือความงามหรือความกลัว ประเทศนี้มีฤดูกาลที่ไม่มีอยู่ในปฏิทินของกระทรวง แต่มันอยู่ในชีวิตจริงของเด็ก และถึงเราจะไม่เคยตั้งใจเปิดวิชานั้น แต่อาจถึงเวลาที่ต้องถามว่า เรากำลังปล่อยให้เด็กเรียนรู้แทนใครกันแน่ ระหว่างที่ผู้ใหญ่ยังบอกตัวเองว่า “ยังไม่มีคำตอบ” ทั้งที่น้ำใหลเข้าบ้านมาแล้ว 

การเรียนรู้จำเป็นสำหรับเด็กจริง แต่ไม่ได้แปลว่าผู้ใหญ่จะยกมือออกจากความรับผิดชอบ

ไม่มีใครปฏิเสธว่าเด็กควรได้รับการเรียนรู้ แม้แต่เรื่องที่ยากอย่างการรับมือภัยพิบัติ เด็กควรมีทักษะตั้งสติ ควรรู้ทางออก ควรรู้ว่าขอความช่วยเหลือจากใครได้ แต่การที่เด็กควรมีทักษะเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่จะถอยออกมาจากหน้าที่ของตนเองได้ ความจำเป็นของการเรียนรู้ ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่เบาบางลง

เพราะการสอนเด็กให้ดูแลตัวเอง ไม่ใช่การฝึกให้เขายืนอยู่คนเดียว แต่คือการป้องกันไม่ให้เขาถูกทิ้งไว้คนเดียวต่างหาก เราไม่ได้ต้องการให้เด็กโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งกว่าเราในวิชาเอาตัวรอด เราต้องการให้เขาโตมาในประเทศที่ไม่ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ทุกอย่างจากความเจ็บปวดซ้ำ ๆ เราอาจต้องมีวิชานี้จริง แต่ถ้าเราจะเปิดสอน มันต้องควบคู่กับความรับผิดชอบของผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำในประเทศ ไม่ใช่วิชาที่เด็กถูกผลักให้ตั้งรับไปตามลำพัง

เราพูดเรื่อง resillience กันบ่อยจนคำนี้เริ่มฟังเหมือนเป็นหน้าที่ของเด็กมากกว่าหน้าที่ของสังคม ทั้งที่ความจริงแล้ว resilience ไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องแบกไว้ในมือคนเดียว แต่เป็นระบบที่ควรล้อมรอบเด็กให้มั่นคงพอ เพื่อที่เขาจะไม่ต้องใช้ความแกร่งแทนสิ่งที่ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐ ชุมชน หรือระบบสนับสนุนด้านสาธารณสุข ความแกร่งของเด็กจึงไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดว่าผู้ใหญ่ทำงานดีหรือไม่ เพราะ resilience ไม่ได้มีหน้าที่มาอุดช่องโหว่ของความไร้ความรับผิดชอบและความอ่อนด้อยด้านการจัดการของระบบ และของผู้นำ

การมีหลักสูตรหรือวิชารับมือภัยพิบัติ จึงไม่ใช่การส่งไม้ต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่น แต่ควรเป็นสัญญาณให้สังคมหันกลับมาถามว่า เราจะให้เด็กถืออะไรไว้ในมือ และเราควรยืนอยู่ข้างเด็ก ๆ ของเราอย่างไรในวันที่โลกไม่มั่นคง

เพราะการรู้วิธีดูแลตัวเอง คือรากของการดูแลสังคมในอนาคต แต่รากเหล่านั้นจะเติบโตไม่ได้เลย หากผู้ใหญ่ในวันนี้ลอยตัวจากความรับผิดชอบ การเรียนรู้จึงสำคัญเสมอ แต่ไม่มีวันสำคัญไปกว่าหน้าที่ของผู้ใหญ่ในสังคมที่ต้องสร้างพื้นที่ให้ความรู้เหล่านั้นได้ทำงานอย่างมีความหวัง

แล้วถ้ามีวิชาที่ว่าจริงๆ ควรมีหน้าตาอย่างไร 

ถ้าจะมีวิชารับมือภัยพิบัติจริง มันไม่ควรเริ่มต้นด้วยการบอกเด็กว่า “หนูต้องเข้มแข็งกว่านี้”  แต่ควรเริ่มจากการยืนยันกับเด็กว่า “หนูไม่ได้อยู่คนเดียว” วิชานี้จึงไม่ใช่วิชาสอนเอาตัวรอด แต่มันควรเป็นวิชาสอนว่าในวันที่ยากที่สุด เราจะไม่ปล่อยให้ใครต้องอยู่ลำพัง การมีทักษะคือสิ่งจำเป็น แต่ความรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้าง ๆ ต่างหาก คือรากของความมั่นคงทางใจ

วิชานี้จึงควรมองทั้ง “ทักษะภายนอก” และ “ความแข็งแรงภายใน” ไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพื่อให้เด็กพึ่งตัวเองแทนระบบ แต่เพื่อไม่ให้เขาถูกระบบละเลย ในวิชานี้ เด็กควรรู้ว่า จะขอความช่วยเหลืออย่างไร พื้นที่ปลอดภัยในชุมชนอยู่ตรงไหน และจะดูแลร่างกายตัวเองในช่วงฉุกเฉินแบบเบื้องต้นได้อย่างไร แต่ในเวลาเดียวกัน เด็กก็ควรได้รับการยืนยันด้วยว่า ความรู้สึกหวาดกลัวของเขาไม่ใช่ความผิด และการร้องไห้ไม่ได้แปลว่าเขายังไม่พร้อม 

วัย 4–6 ปี : การรับรู้ความรู้สึก คือเครื่องมือแรกของการอยู่รอด

  • สอนเด็กให้รู้จักว่า ความกลัว หนาว เหงา หรือความไม่สบายในร่างกาย ไม่ใช่สิ่งต้องกลั้นเอาไว้
  • รู้ว่า “การพูดออกมา” คือหนึ่งในวิธีดูแลตัวเอง
  • ฝึกให้รู้จักใบหน้า สีหน้า เสียงของผู้ใหญ่ที่ช่วยเหลือได้
  • สร้าง “จุดปลอดภัย” ในบ้านหรือโรงเรียน เช่น เก้าอี้ตัวหนึ่ง มุมห้องจุดหนึ่ง โต๊ะครูที่เข้าไปหาได้ทันที
  • เด็กอาจยังไม่เข้าใจคำว่าภัยพิบัติ แต่ควรเริ่มเข้าใจว่า ความรู้สึกของตัวเองมีคุณค่า และมีสิทธิ์ได้รับการฟังเสมอ

วัย 7–12 ปี : เด็กเริ่มถือเครื่องมือหรืออุปกรณ์ช่วยเหลือเล็ก ๆ ไว้ในมือ 

  • สอนว่าการตั้งสติไม่ใช่ “การนิ่งเฉย” แต่คือการกลับมาฟังเสียงตัวเอง
  • เริ่มรู้ว่าอะไรคือของจำเป็นที่ควรเตรียมไว้ใกล้ตัว (น้ำ ยา สมุดโทรศัพท์กระดาษเบื้องต้น หรือรายชื่อผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้)
  • รู้จักเส้นทางปลอดภัยในชุมชน ว่ามีตรงไหนที่สามารถไปได้หากมีเหตุไม่คาดคิด
  • เริ่มฝึกบทสนทนาสั้น ๆ เช่น “หนูต้องการความช่วยเหลือ”
  • ฝึกการสังเกตร่างกายของตัวเอง  หัวใจเต้นเร็วขึ้นไหม หายใจติดขัดไหม

12-15 ปี : เด็กเริ่มตั้งคำถามว่า เราจะดูแลกันอย่างไร และเชื่อมต่อกับระบบที่ใหญ่กว่าเอง

  • รู้จักสายด่วน พร้อมสคริปต์แจ้งเหตุ 3 บรรทัด “ชื่อเรา เราอยู่ที่ไหน ต้องการความช่วยเหลือเรื่องอะไร”
  • รู้จักการจัดเตรียม กระเป๋าฉุกเฉิน 3–5 อย่าง (ไม่ต้องครบ แต่ ใกล้ตัว) น้ำ ผ้าห่ม ยาที่จำเป็น เบอร์โทรฉุกเฉินเขียนใส่กระดาษ
  • ฝึกการคิดแบบ “ชุมชน” มากกว่าการคิดแบบ “ตัวคนเดียว”
  • ถ้าอยู่กับเพื่อน เราจะช่วยกันตั้งสติได้อย่างไร ใครต้องการความช่วยเหลือก่อน
  • รู้จักระบบแจ้งเหตุ และรู้ว่าสิ่งไหนคือข้อมูลที่ควรบอก
  • เข้าใจว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความรู้จักรับผิดชอบต่อชีวิต
  • อาจเริ่มเรียนรู้ผ่านโมเดลจำลองสถานการณ์ (Simulation) หรือการออกแบบทางออกจริงในชุมชน เช่น แผนการอพยพ การดูแลผู้สูงอายุ การตั้งกลุ่มอาสาเล็ก ๆ ในโรงเรียน
  • เริ่มเข้าใจบทเรียนสำคัญที่สุด
    การดูแลตัวเอง ไม่ใช่การตัดขาดจากโลก แต่คือจุดเริ่มต้นของการดูแลกัน

15++ : เมื่อวิชานี้ต้องเชื่อมกับระบบที่ใหญ่กว่าเด็กคนหนึ่ง

  • เรียนรู้สิทธิของพลเมือง การเข้าถึงบริการรัฐ ระบบแจ้งเหตุ สายด่วน และความโปร่งใสของข้อมูล
  • เรียนรู้ว่าภัยพิบัติไม่ใช่แค่เรื่องธรรมชาติ แต่เชื่อมกับการเมือง เมือง ระบบจัดการ และความเหลื่อมล้
  • เข้าใจว่างานของมนุษย์ไม่ใช่การปรับตัวกับทุกปัญหา แต่คือการร่วมกันสร้างระบบที่จะไม่ปล่อยให้ปัญหาเกิดซ้ำ
  • เปลี่ยนจาก “ผู้เอาตัวรอด” สู่ “ผู้ร่วมออกแบบวิธีอยู่ร่วมกัน”  ถ้าสังคมพร้อมจะฟังเขาจริง

แม้ว่าวัยเด็กไม่ควรถูกสอนให้เอาตัวรอดแทนผู้ใหญ่ แต่ถ้าสังคมยังไม่มีคำตอบให้เด็ก อย่างน้อยควรสอนให้เขามีคำถาม และถ้าระบบจะเริ่มเปลี่ยนแปลงได้จริง บางที เสียงของเด็ก อาจไม่ใช่เสียงที่เบาที่สุดในประเทศนี้เสมอไป

การสอนให้เด็กดูแลตัวเอง ไม่ใช่การสอนให้รับผิดต่อโลกแทนผู้ใหญ่

ถ้าการเรียนรู้คือวิธีที่เราจะส่งต่ออนาคตให้เด็ก วิชานี้ควรมีไว้เพื่อยืนยันเพียงอย่างเดียวว่า พวกเขาจะไม่ต้องเดินเข้าไปในอนาคตด้วยความโดดเดี่ยว เพราะการรู้จักเอาตัวรอด ไม่ใช่การประกาศว่าเด็กพร้อมแบกรับโลกใบนี้แล้ว แต่คือการบอกว่า โลกควรพร้อมกว่าเดิมที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเขา 

เราอาจจะยังไม่มีระบบที่ดีพอ เราอาจจะยังไม่มีขั้นตอนรับมือที่ชัดเจน เราอาจจะยังไม่มีเครื่องมือที่เตรียมไว้ให้เด็กตั้งแต่ต้น แต่การยอมรับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของผู้ใหญ่  มันคือจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ การมีวิชานี้ไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่มันคือการยอมรับว่าปัญหานั้นมีอยู่จริง

และบางที นั่นอาจทำให้ประเทศนี้เริ่มมีวิชาอีกแบบขึ้นมาจริง ๆ
ไม่ใช่วิชาเอาตัวรอด
แต่คือวิชาการเป็นมนุษย์
ที่ไม่ควรมีใคร ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ สอบตกเลยแม้แต่คนเดียว

Writer
Avatar photo
Admin Mappa

illustrator
Avatar photo
Arunnoon

มนุษย์อินโทรเวิร์ตที่อยากสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านภาพวาด